ตามหลักจิตวิทยาแล้วความเหงาเกิดขึ้นได้ แค่เข้าใจเราก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

Lonely

ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน เป็นอะไรที่เข้าใจยากมาก แม้แต่นักจิตวิทยาเก่ง ๆ บางครั้งยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าคนไข้ของตนรู้สึกอย่างไรในจิตใจกันแน่ และความรู้สึกเหงาก็เป็นหนึ่งในความรู้สึกของมนุษย์ที่มองเผิน ๆ อาจไม่น่าจะส่งผลร้ายแรงอะไร แต่หากมองให้ลึกลงไปแล้ว ความรู้สึกนี้อาจเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมที่คาดไม่ถึงมากมายตามมาก็เป็นได้ ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความเหงาเกาะกุมหัวใจเรามากจนเกินไป เพราะกว่าที่เราจะรู้ตัวอาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้ 

ฝึกใจตนเองให้รู้เท่าทันความเหงา 

ฝึกใจตนเองให้รู้เท่าทันความเหงา

Social Science and Medicine” ผลงานการวิจัยของ John Cacioppo ที่ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.2010 กล่าวว่า ความรู้สึกเหงาไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานะภาพด้านคู่ครองทางสังคม กล่าวคือไม่ใช่เฉพาะคนโสดเท่านั้นที่จะมีความรู้สึกนี้ในใจ แต่คนที่แต่งงานใช้ชีวิตคู่อยู่กินกันมาเป็นเวลานาน ก็อาจมีความรู้สึกแบบนี้ได้เช่นกัน และท่ามกลางเพื่อนฝูงที่รายล้อมมากมายก็มีโอกาสที่จู่ ๆใครบางคนจะมีความรู้สึกเหงาขึ้นมาได้บ้างเช่นเดียวกัน ความเหงาเป็นเรื่องของความรู้สึกของจิตใจไม่ใช่สถานภาพทางสังคมใด ๆ 

Valentines

และถ้าจะพูดกันว่าเทศกาลใดที่มีโอกาสทำให้คนเกิดความรู้สึกแบบนี้ได้มากที่สุด เทศกาลนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเทศกาลแห่งความรักในวันวาเลนไทน์นั่นเอง และขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่แค่คนโสดเท่านั้นที่เมื่อเห็นคนมีคู่แล้วความรู้สึกเหงาที่อยู่ลึก ๆ จะเข้าโจมตีจิตใจเท่านั้นหรอก คนมีแฟนบางครั้งก็อาจจะรู้สึกเช่นเดียวกันได้ หากความรักนั้นไม่ได้สวยหรูเหมือนเช่นดังที่คนภายนอกมองเข้ามา 

แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นบ่อเกิดของความรู้สึกเช่นนี้ได้บ้าง คำตอบที่พอจะนึกออกก็คงจะเป็น ความกลัวที่มีภายในจิตใจของเราแต่ละคนนี่แหล่ะ ความกลัวว่าตัวเองคงไม่ดีพอ กลัวว่าตัวเองจะไม่เป็นที่รัก จึงเลือกปกป้องความรู้สึกที่คิดไปเองด้วยการปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงของตนออกจากคนอื่น ๆ เป็นสาเหตุให้มีความรู้สึกว่าไม่อยากจะสนิทสนมกับใครมากเป็นพิเศษ ไม่กล้าที่จะเปิดใจและให้ใจใครอย่างแท้จริง เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นจุดอ่อนให้คน ๆ นั้นนำกลับมาเล่นงานหัวใจที่อ่อนแอของตนเองได้ในภายหลัง เลือกที่จะอยู่ใน Comfort Zone อยู่ในเขตพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง แม้ว่าบางครั้งมันจะเต็มไปด้วยความเหงา แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสี่ยงให้คนอื่นมาทำร้ายจิตใจ คำถามต่อไปก็คือว่าแล้วเราจะเอาชนะความรู้สึกแบบนี้ได้อย่างไรกัน 

เอาชนะความเหงาด้วยการทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและจิตใจตนเองให้ถ่องแท้ 

การจะเอาชนะความรู้สึกเหงาได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริงนั้น ก็คือ เราจะต้องทำความเข้าใจ และศึกษาความคิดความรู้สึกของตัวเราเองให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อน เพราะอย่างที่ใคร ๆ ต่างก็รู้กันว่า ไม่มีใครที่จะรู้จักและเข้าใจเราได้มากว่าตัวของตัวเราเองอีกแล้ว 

โดยอันดับแรกทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหงา ให้หยุดและวิเคราะห์ว่าสาเหตุของความรู้สึกนั้นเกิดมาจากอะไรกันแน่ ยกตัวอย่างเช่น หากเราเห็นคู่รักให้ของขวัญแต่งงานกัน หรือได้อ่านบทสัมภาษณ์ระหว่างคู่รักที่พูดถึงความรักของเขาทั้งคู่ในนิตยสารสักเล่มหนึ่ง แล้วอยู่ ๆ เราก็เกิดความรู้สึกวูบไหวขึ้นมา มันอาจจะเกิดจากที่เราเองก็อาจจะอยากมีคู่รักแบบนั้นบ้างก็ได้ แต่ถ้าหากเรายังไม่กล้าเปิดใจ ให้และรับความรู้สึกกับใครสักคนหนึ่ง เราก็คงจะไม่สามารถไปอยู่ในจุดที่เราอยากเป็นแบบนั้นได้  เราต้องทำความเข้าใจกับตัวเองใหม่ว่าการมีใครให้คอยรักคอยห่วงนั้นไม่ใช่ภาระทางความรู้สึก แต่เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันต่างหาก ดังนั้นจงอย่ากลัวที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใคร อย่ากลัวที่จะรู้สึกรัก ให้ระลึกอยู่เสมอว่าวันหนึ่งคนทุกคนก็ต้องจากกันในท้ายที่สุดอยู่ดี ดังนั้นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้ก็จงใช้ความรู้สึกรักให้เต็มที่ อย่าไปคิดว่าความสัมพันธ์คือบ่วงพันธนาการที่ดึงรั้งจิตใจของเราเอาไว้ แต่ให้มองว่ามันคือเป้าหมาย คือแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตของเราก้าวเดินไปอย่างมีทิศทาง และเป็นก้าวย่างที่มั่นคงต่างหาก 

สุดท้ายนี้ความเหงาไม่ใช่ความผิดปกติของจิตใจ ถ้ามีในปริมาณที่ไม่ได้มากเกินไป แต่ถ้าวันใดที่รู้สึกว่ามันมีมากจนกระทบความเป็นตัวตน ความสุขในชีวิตของเรา อย่าอายที่จะไปขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างนักจิตวิทยาเก่ง ๆ ซักคนหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้วหากเรารู้จักมันจริง ๆ ความเหงาก็เพียงแค่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เพื่อให้เราเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสามารถก้าวผ่านไปเพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขต่อไปได้นั่นเอง 

จิตวิทยาการทำงานในองค์กร: หลักการทำงานอย่างมีความสุข

ทำอย่างไรให้ชีวิตในการทำงานมีความสุข

สำหรับชีวิตการทำงานในองค์กรนั้นเราคงไม่สามารถทำงานคนเดียวได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อประสานงานระหว่างเพื่อนร่วมงาน การพูดคุยกับหัวหน้า หรือการติดต่อลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ล้วนแต่ต้องมีการพบปะพูดคุยและทำงานร่วมกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าคุณต้องเจอกับปัญหาเรื่อง “คน” ที่ต้องทำงานร่วมกัน คุณก็ต้องปรับแนวคิดและทัศนคติเพื่อให้ก้าวผ่านปัญหานั้นไปให้ได้ ลองนำหลักการทางจิตวิทยาที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ กับหลักจิตวิทยาการทำงานในองค์กรตามหลัก PSYCHO

P คือ Positive Thinking หรือการคิดแง่บวก มองโลกในแง่ดี เพราะการมีทัศนคติที่ดีนั้นย่อมส่งผลถึงพฤติกรรมโดยรวม และที่สำคัญการมองโลกในแง่ดียังช่วยให้คุณสนุกและมีความสุขในการทำงานอีกด้วย

S คือ Smile รอยยิ้ม ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรการใช้รอยยิ้มอย่างเหมาะสม จริงใจ ย่อมสร้างความประทับใจและบรรยากาศดีๆ ขึ้นได้เสมอ นอกจากนี้การยิ้มยังเป็นการสร้างกำลังใจให้ตัวเองและเพื่อนร่วมงาน ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้รอยยิ้มยังช่วยสร้างความรู้สึกดีๆ ต่อลูกค้าหรือผู้ที่เราต้องติดต่อประสานงานอีกด้วยครับ

Y คือ Yours หรือความจริงใจ การคิดถึงผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว การทำงานร่วมกับผู้อื่นในองค์กรนั้นต้องอาศัยความจริงใจ รวมถึงการทำงานเป็นทีม งานต่างๆ ถึงจะประสบความสำเร็จและเป็นการช่วยกันพัฒนาองค์กรให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

C คือ Compromise ความประนีประนอม ในการทำงานต่างๆ นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาจเกิดความเห็นไม่ตรงกันหรือเกิดกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงาน แต่ทั้งนี้เราต้องรู้จักประนีประนอม เพื่อไม่ให้เกิดความบาดหมางกับเพื่อนร่วมงานจนเกิดปัญหาในการทำงานชิ้นต่อๆ ไปได้

H คือ Human Relations หมายถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน นายจ้าง หัวหน้ารวมไปถึงบุคคลภายนอกที่เรามีโอกาสติดต่อประสานงานด้วย ต้องรู้จักการมีสัมพันธ์แง่บวกกับคนรอบข้าง ไม่เฉพาะเพื่อนร่วมงานเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ การรักษามารยาททั้งเรื่องเวลา คำพูด หรือการกระทำ นอกจกานี้การเอาใจใส่เพื่อนร่วมงานก็ถือว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเช่นกัน

O คือ Oral Communication หมายถึงเทคนิคในการพูด การสื่อสาร ต้องรู้จักการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ พูดคุยเรื่องงานต้องมั่นใจ ชัดเจนไม่วกวน ส่วนการพูดคุยเรื่องอื่นๆ นอกเวลางานนั้นต้องรู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัย พูดจาด้วยน้ำเสียงไพเราะ ไม่จิกกัดหรือนินทาเพื่อนร่วมงาน

หลัก PSYCHO คือหลักการทำงานในองค์กรอย่างง่ายที่คุณสามารถยึดเป็นหลักใช้งานในชีวิตประจำวันได้ หากลองปฏิบัติตามแล้ว รับรองได้เลยครับว่าคุณจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรยากาศในที่ทำงานมีความสุข สบายใจ มีความสุขกับงานและยังจะช่วยให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่นอีกด้วย