ทำอย่างไรเมื่องานที่ทำไม่เหมือนกับตำแหน่งที่ได้สมัครไว้

ทำอย่างไรเมื่องานที่ทำไม่เหมือนกับตำแหน่งที่ได้สมัครไว้

เชื่อได้เลยครับว่า การทำงาน ที่ไม่ตรงสาย นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างจะสำคัญเป็นอย่างมาก เลยก็ว่าได้ครับ โดยเรียกได้ว่าเป็นกันอย่างมากมาย ซึ่งถือได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่าง เหมือนกันเลยก็ว่าได้ครับ ในการที่จะทำอย่างไรเมื่องานที่ทำไม่เหมือนกับตำแหน่งที่ได้สมัครไว้ ว่าต้องเป็นอย่างไรบ้าง ต้องบอกเลยครับว่า เรื่องนี้มันพูดยากนะ มันมีปัจจัยหลายอย่าง บางคนอยากทำงานที่สิ่งที่ตนเองจบมา แต่เมื่อทำงานโดนโยกย้ายไปทำงานในสายที่ตัวเอง ไม่ได้เรียนมา แล้วเลือกได้ไหมล่ะ   อย่างนี้เรียกเห็นแก่ตัวไหม บางคนจบมาในสายหนึ่ง  แต่ไปค้นคว้าเพิ่มเติม และชอบในสายอื่น ก็ทำงานในสิ่งที่ชอบไม่ฝืนใจตัวเอง อย่างนี้ล่ะ กรณีไหน บางคนจบพยาบาลมา แต่ทำงานบริษัท ในสายนั้นไม่เติบโต ก็ไขว่คว้า ไปอยู่หน่วยงานอื่น อย่างนี้ล่ะ และอีกหลายๆ สิ่ง

กรณี ใช้สิ่งเดียวตัดสินไม่ได้หรอก พูดจริงๆเลย ระบบการเรียนเราเปิดโอกาสให้เด็กรู้ว่าตัวเองชอบอะไร  ถนัดอะไรหรือเปล่า อย่างสมัยก่อน  เอ็นท์เข้าวิศวะ  ปีหนึ่งก็ยังเรียนรวมแล้วค่อยแยกสาขาปี 2 ยังมีเวลาหาข้อมูลว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร แต่เดี๋ยวนี้ต้องเลือกตั้งแต่เอ็นท์แล้ว   ทุกสาขาวิชาเลยเป็นแบบนี้ไปหมด แล้วการย้ายคณะ ย้ายสาขานั้นก็ทำได้สุดแสนยาก  เหมือนกับต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด  คนก็ไม่อยากย้าย เพราะเสียเวลาเอ็นท์ใหม่  เสียเวลาเรียนวิชาพื้นฐานปีหนึ่งใหม่อีก  เราเจอหลายคนแล้ว  (รวมทั้งเราด้วย)  ที่เรียนแล้ว อยากเปลี่ยนสาขา  แต่มันทำไม่ได้เพราะต้องเอนท์ใหม่  หรือ สังคมเปิดโอกาสให้คนมีความสามารถและคนที่มีความพยายามอยู่แล้ว  การทำงานไม่ตรงสายที่เรียน  ถ้ามองอีกมุมหนึ่งนั่นแปลว่าคนที่ไม่ได้จบสายตรงมามีโอกาสที่จะทำงานในสายอื่นได้ที่ตัวเองชอบจริงๆ (บางคนเรียนในคณะที่ตัวเองอาจไม่ได้ชอบจริงๆ ก็ได้)  มีคนเยอะแยะที่เรียนอย่างทำงานอีกอย่าง  แต่ก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้  ประเทศต้องการวิศวกร  แต่น้องที่ทำงานคนนั้นก็ไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆ  เค้าก็ทำงานด้านอื่นที่พัฒนาประเทศได้เหมือนกัน   คนที่เรียนจบแล้วไม่ทำอะไรเลยนั่นแหละที่น่าตำหนิกว่า

ซึ่งถือได้ว่า ไม่เกี่ยวและคนละเรื่องเลยครับในมุมมองของผม เพราะคนเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานตรงกับสายที่เรียนจบมาก็ได้ การเรียนเป็นเพียงแค่ส่วนนึงของชีวิต แต่การทำงานเกือบเป็นทั้งชีวิต ทุกคนต้องกินข้าว ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ  ดังนั้น งานไหนที่ทำเงินให้ตัวเองได้ เป็นงานที่ถูกกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรมก็สามารถทำได้อยู่แล้ว คิดง่ายๆ ถ้าผู้ใหญ่คนที่พูดประโยคนี้ ลงทุนลงแรงเรียนสายที่ตนเองจบมาแทบตาย แต่กลับพบว่า อาชีพค้าขายนั้นสร้างเงินให้กับตัวเองมากกว่า

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ในยุคสมัยที่โลกเต็มไปด้วยทางเลือกและอิสรเสรีทางด้านความคิด ส่งผลให้ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่หันมารับงานอิสระ หรือทำงานแบบ Freelanece กันเยอะ เป็นการให้โอกาสตัวเองให้ได้ทำงานอย่างเต็มที่และมีอิสระ ฉีกกฎจากการเป็นพนักงานออฟฟิศหรือมนุษย์เงินเดือน ส่งผลให้ในปัจจุบันนี้อาชีพ Freelance ได้รับความสนใจจากคนทำงานทั่วไปเป็นอย่างมาก จนหลายครั้งก็เลือกที่จะลาออกจากบริษัทเพื่อมารับงานฟรีแลนซ์อย่างเต็มรูปแบบ แต่สำหรับใครที่กำลังชั่งใจว่าควรจะทำงานรูปแบบนี้ดีไหม หรือตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำงานฟรีแลนซ์หรือออฟฟิศต่อไปดี เราไปทำความรู้จักข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance กัน

 

ข้อดีของการทำงาน Freelance

แน่นอนว่าการทำงานแบบฟรีแลนซ์นั้นข้อดีอย่างแรกเลยคือการมีอิสระ ที่คุณสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกช่วงเวลา ตามความต้องการ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปตอกบัตรหรือเร่งรีบเข้าทำงาน อยากจะตื่นเวลาไหนก็ได้ คุณสามารถที่จะเสนอไอเดียและรับงานได้ด้วยตนเอง ไม่มีการรับคำสั่งจากเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน ใช้มันสมองของตนเองทำงานได้อย่างเต็มที่ เป็นความท้าทายและได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังการทำงานฟรีแลนซ์ ยังสร้างรายได้ได้ดีกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน เนื่องจากเป็นการรับงานด้วยตนเองไม่ต้องผ่านใคร ทำให้คุณได้มีเวลาพักผ่อน สุขภาพจิตที่แจ่มใส และเต็มไปด้วยความสุขในการทำงานอย่างเต็มที่ ยิ่งถ้ารู้จักบริหารจัดการรายได้และการทำงานที่ดี ก็มีโอกาสเปิดกิจการเป็นของตนเองเลยทีเดียว

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ข้อเสียของการทำงาน Freelance

ถึงแม้ว่าข้อดีของการทำงาน Freelance จะดูแฮปปี้และสุขใจ แต่ต้องบอกเลยว่าความจริงแล้วไม่ได้ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง เพราะแน่นอนว่าการทำฟรีแลนซ์ก็คือความเสี่ยงในรูปแบบหนึ่ง อันดับแรกเลยก็คือ ความเสี่ยงเรื่องเงิน ที่ถ้าหากคุณไม่มีการวางแผนทีดี ก็อาจจะทำให้เงินดีๆของคุณกลายเป็นช็อตระหว่างเดือนได้เลย หรือบางครั้งก็อาจจะต้องเจอลูกค้าชิ่งงาน ไม่จ่ายเงิน หรือง่ายเงินช้า นอกจากนี้ยังต้องเตรียมตัวยอมรับความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ เพราะคุณไม่มีประกันสังคม อีกทั้งยังการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ไม่ค่อยได้พักผ่อนยังสามารถป่วยได้ง่ายๆ เสียทั้งเงินเสียทั้งสุขภาพ และที่สำคัญอย่างมากเลยก็คือ การบริหารงาน ที่คุณจะต้องเคร่งครัดและมีความรับผิดชอบ เพราะถ้าหากรับงานมาแล้วทำไม่ทันหรือติดปัญหา เสียเครดิตอีกทั้งยังเสี่ยงต่อการรับงานในอนาคตอีกด้วย

 

และนี่ก็เป็นข้อดีข้อเสียของการทำงานฟรีแลนซ์ ที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่างานรูปแบบไหนๆถ้าหากคุณมีระเบียบวินัย มีการวางแผนที่ดี ก็สามารถจัดการได้ทุกอย่างแน่นอน

จิตวิทยาการทำงานในองค์กร: หลักการทำงานอย่างมีความสุข

ทำอย่างไรให้ชีวิตในการทำงานมีความสุข

สำหรับชีวิตการทำงานในองค์กรนั้นเราคงไม่สามารถทำงานคนเดียวได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อประสานงานระหว่างเพื่อนร่วมงาน การพูดคุยกับหัวหน้า หรือการติดต่อลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ล้วนแต่ต้องมีการพบปะพูดคุยและทำงานร่วมกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าคุณต้องเจอกับปัญหาเรื่อง “คน” ที่ต้องทำงานร่วมกัน คุณก็ต้องปรับแนวคิดและทัศนคติเพื่อให้ก้าวผ่านปัญหานั้นไปให้ได้ ลองนำหลักการทางจิตวิทยาที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ กับหลักจิตวิทยาการทำงานในองค์กรตามหลัก PSYCHO

P คือ Positive Thinking หรือการคิดแง่บวก มองโลกในแง่ดี เพราะการมีทัศนคติที่ดีนั้นย่อมส่งผลถึงพฤติกรรมโดยรวม และที่สำคัญการมองโลกในแง่ดียังช่วยให้คุณสนุกและมีความสุขในการทำงานอีกด้วย

S คือ Smile รอยยิ้ม ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรการใช้รอยยิ้มอย่างเหมาะสม จริงใจ ย่อมสร้างความประทับใจและบรรยากาศดีๆ ขึ้นได้เสมอ นอกจากนี้การยิ้มยังเป็นการสร้างกำลังใจให้ตัวเองและเพื่อนร่วมงาน ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้รอยยิ้มยังช่วยสร้างความรู้สึกดีๆ ต่อลูกค้าหรือผู้ที่เราต้องติดต่อประสานงานอีกด้วยครับ

Y คือ Yours หรือความจริงใจ การคิดถึงผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว การทำงานร่วมกับผู้อื่นในองค์กรนั้นต้องอาศัยความจริงใจ รวมถึงการทำงานเป็นทีม งานต่างๆ ถึงจะประสบความสำเร็จและเป็นการช่วยกันพัฒนาองค์กรให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

C คือ Compromise ความประนีประนอม ในการทำงานต่างๆ นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาจเกิดความเห็นไม่ตรงกันหรือเกิดกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงาน แต่ทั้งนี้เราต้องรู้จักประนีประนอม เพื่อไม่ให้เกิดความบาดหมางกับเพื่อนร่วมงานจนเกิดปัญหาในการทำงานชิ้นต่อๆ ไปได้

H คือ Human Relations หมายถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน นายจ้าง หัวหน้ารวมไปถึงบุคคลภายนอกที่เรามีโอกาสติดต่อประสานงานด้วย ต้องรู้จักการมีสัมพันธ์แง่บวกกับคนรอบข้าง ไม่เฉพาะเพื่อนร่วมงานเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ การรักษามารยาททั้งเรื่องเวลา คำพูด หรือการกระทำ นอกจกานี้การเอาใจใส่เพื่อนร่วมงานก็ถือว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเช่นกัน

O คือ Oral Communication หมายถึงเทคนิคในการพูด การสื่อสาร ต้องรู้จักการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ พูดคุยเรื่องงานต้องมั่นใจ ชัดเจนไม่วกวน ส่วนการพูดคุยเรื่องอื่นๆ นอกเวลางานนั้นต้องรู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัย พูดจาด้วยน้ำเสียงไพเราะ ไม่จิกกัดหรือนินทาเพื่อนร่วมงาน

หลัก PSYCHO คือหลักการทำงานในองค์กรอย่างง่ายที่คุณสามารถยึดเป็นหลักใช้งานในชีวิตประจำวันได้ หากลองปฏิบัติตามแล้ว รับรองได้เลยครับว่าคุณจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรยากาศในที่ทำงานมีความสุข สบายใจ มีความสุขกับงานและยังจะช่วยให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่นอีกด้วย