ระวังก่อนฟองสบู่แตก ตลาดอสังหามีแนวโน้มโตเร็วจนล้นตลาดหรือไม่

mahanakhon

หลังจากที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้มีการเติบโตจนเกิดเป็นที่อยู่อาศัยทั้งบ้านและคอนโดมากมายนั้น ในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณของคอนโดล้นตลาดกันบ้างแล้ว จนเหล่านักวิเคราะห์ในตลาดเริ่มเตือนถึงสัญญาณฟองสบู่แตกของตลาดอสังหาริมทรัยพ์ที่มีทั้ง คอนโดล้นตลาด ขายไม่ออก รวมทั้งหนี้เสียจากผู้ซื้อจำนวนมาก  ซึ่งสัญญาณดังกล่าวนั้นถือเป็นอีกหนึ่งข้อควรระวังสำหรับคนที่ตั้งใจจะลงทุนในที่อยู่อาศัยค่ะ เพราะเป็นไปได้สูงทีเดียวที่จะซื้อมาแล้วไม่มีผู้เช่า หรืออาจต้องพบกับภาวะคอนโดราคาตกในภายหลัง  แต่ก่อนที่จะไปศึกษาถึงผลกระทบ เราลองมาดูกันก่อนดีกว่าค่ะว่า สาเหตุที่ทำให้คอนโดราคาตกนั้นมีอะไรกันบ้าง

Marina Bay Sands

  1. ธนาคารปล่อยกู้มากเกินไป

ด้วยความบูมของตลาดอสังหานั้น ทำให้หลายครั้งที่ธนาคารตัดสินใจปล่อยกู้ในจำนวนที่สูงกว่าสินทรัพย์จริง เช่น ธนาคารอาจปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ถึง 120% ของมูลค่าประเมิน ซึ่งทำให้ผู้กู้บางส่วนได้นำเงินส่วนเกินไปใช้ก่อน แต่ผลก็คือทำให้เกิดหนี้สินที่มากเกินกว่าจะจ่ายคืนได รวมทั้งดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้เสียขึ้นในตลาดค่ะ  โดยจากการสำรวจสถาบันการเงินในปัจจุบันนั้น พบว่ายอดหนี้เสียในตลาดมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ  ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องอันตรายของตลาดอสังหาริมทรัพย์เลยทีเดียว

  1. คอนโดล้นตลาด

เรียกว่าเป็นสาเหตุหลักของฟองสบูแตกเลยทีเดียว สำหรับการที่มีสินค้ามากกว่าความต้องการของตลาด  โดยสาเหตุมาจากความบูมของตลาดที่อยู่อาศัยจนเหล่าผู้ผลิตต่างแข่งกันสร้างคอนโดจนทำให้เกิดสินค้ามากเกินกว่าปริมาณของผู้บริโภค โดยแน่นอนว่า ปัจจุบันจึงพบว่ายังมีที่อยู่อาศัยที่สร้างใหม่และยังขายไม่ได้เป็นจำนวนมาก  อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิชาการบางส่วนที่ระบุว่า ตลาดอสังหายังไม่ได้ฟองสบู่แตกอย่างที่กังวลกัน ขณะที่คอนโดที่ยังขายไม่ได้นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในเขตนอกเมืองที่สามารถขายได้ยากกว่าคอนโดในเขตเมืองอยู่แล้ว

  1. ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงอย่างมาก

ถือเป็นอีกหนึ่งชนวนสำคัญที่อาจทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่แตก เพราะในปัจจุบันนั้น ที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มของราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก  ซึ่งทำให้ต้นทุนในการซื้อรวมทั้งต้นทุนทางการเงินอย่างดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นไปด้วย  ซึ่งหากเกิดปัญหาฟองสบู่แตกขึ้นจริงในตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้น อาจทำให้ราคาของที่อยู่อาศัยอย่างคอนโดลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนทำให้ผู้ที่ลงทุนนั้นเกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆของเศรษฐกิจได้  ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในตลาดต่างประเทศค่ะ

 

เลือกซื้อผ้าปูที่นอนอย่างไรให้ เป๊ะ!! ทั้งคุณภาพและราคา

ว่าด้วยเรื่องของการนอน บางคนนอนง่ายหลับสบายได้ทุกที่ แต่ถึงอย่างไรการนอนที่ดีมีคุณภาพ นอกจากจะต้องนอนให้ได้จำนวนชั่วโมงที่เพียงพอแล้ว ร่างกายยังต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่อีกด้วย ซึ่งหากที่นอนแข็งไป หรือนุ่มจนเกินไป ก็นำมาซึ่งอาการปวดหลัง หากผ้าปูที่นอนไม่ระบายอากาศ  เนื้อผ้ามีความแข็งหยาบ  ก็ย่อมส่งผลต่อเรื่องประสิทธิภาพของการนอนของเราได้เช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีวิธีการเลือกซื้อผ้าปูที่นอนให้ได้ทั้งคุณภาพ และเรื่องราคาสมเหตุสมผลมาฝากกันค่

ซื้อผ้าปูที่นอน

ขนาดของผ้าปูที่นอน

เริ่มกันที่เรื่องแรกที่เราต้องดู เมื่อต้องเลือกซื้อผ้าปูที่นอน คือ การเลือกผ้าปูที่นอนให้มีขนาดพอดีกับที่นอน ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครก็รู้อยู่แล้วมั๊ยว่าต้องเลือกขนาดเท่าที่นอน…แต่ความที่มันง่ายๆ นี่ล่ะค่ะ ทำให้เราได้ผ้าปูที่นอนที่เรารู้สึกว่าไม่โอเคเลยก็ตอนที่มาคลี่ผ้าออกปูที่นอนนั่นล่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาด เช่น หน้ากล่องก็เขียน 6 ฟุตนะ แต่พอมาปูทำไมมันเหลือ ทำไมปูผ้าปูที่นอนแล้วไม่ตึง ซึ่งพอไม่ตึง ก็นอนไม่สบาย และแน่นอนว่าผ้าปูที่นอนที่มีขายอยู่ทั่วไป อาจจะไม่ได้มาตรฐาน ขนาดก็เลยคาดเคลื่อน ดังนั้นเราควรเลือกซื้อในร้านที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งขนาดของที่นอนปกติคือ ขนาด 3.5 ฟุต(Single) , 5ฟุต (Queen) ,ขนาด 6 ฟุต (King) ความกว้างของที่นอนจะแตกต่างกันไปตามขนาด  แต่ความยาวเท่ากันคือ 78 นิ้ว หรือ 198 ซม. และสิ่งที่เราต้องดูอีกหนึ่งข้อคือ ความสูงของที่นอนค่ะ เพราบางทีซื้อมาได้ขนาดพอดีแล้ว แต่ความสูงของผ้าปูน้อยกว่าความสูงของที่นอน ทำให้เวลาปูผ้าฯ ชายผ้าจะลอยอีก แบบนี้ก็ไม่เวิร์คแน่นอนค่ะ

เนื้อผ้าและการระบายอากาศ

ถัดมาคือเรื่องของเนื้อผ้า ผ้าปูที่นอนที่ดี ต้องมีเนื้อผ้าที่นุ่มสบาย และที่สำคัญต้องระบายอากาศได้ดีด้วย  ซึ่งในปัจจุบันผ้าที่ใช้ทำผ้าปูที่นอนมีหลากหลาย แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ผ้าคอตตอน  เป็นผ้าที่ได้จากเส้นใยธรรมชาติ เนื้อผ้าจึงนุ่มสบาย และมีความแข็งแรง ที่สำคัญระบายอากาศได้ดีมากๆ แต่ราคาอาจจะค่อนข้างสูง แต่เทียบกับคุณภาพแล้วถือว่าคุ้มค่ะ

 

สีและลวดลายของผ้าปูที่นอน

เรื่องสุดท้าย คือ เรื่องสีของผ้าปูที่นอน ไม่ว่าเราจะเลือกผ้าที่มีความเย็น ระบายอากาศได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าสีของผ้าปูที่นอนเป็นสีโทนร้อน ก็ทำให้เรานอนไม่สบายได้เช่นกัน เพราสีมีผลต่ออารมณ์นั่นเองค่ะ ดังนั้นเราควรเลือกสีโทนเย็น และมีควาเมข้ากันกับสีห้องเราด้วยนั่นเอง

สนใจเลือกซื้อผ้าปูที่นอนคุณภาพดี ราคาถูก ลวดลายสวยถูกใจ ที่ https://mattresscity.co.th/

ทำอย่างไรเมื่องานที่ทำไม่เหมือนกับตำแหน่งที่ได้สมัครไว้

ทำอย่างไรเมื่องานที่ทำไม่เหมือนกับตำแหน่งที่ได้สมัครไว้

เชื่อได้เลยครับว่า การทำงาน ที่ไม่ตรงสาย นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างจะสำคัญเป็นอย่างมาก เลยก็ว่าได้ครับ โดยเรียกได้ว่าเป็นกันอย่างมากมาย ซึ่งถือได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่าง เหมือนกันเลยก็ว่าได้ครับ ในการที่จะทำอย่างไรเมื่องานที่ทำไม่เหมือนกับตำแหน่งที่ได้สมัครไว้ ว่าต้องเป็นอย่างไรบ้าง ต้องบอกเลยครับว่า เรื่องนี้มันพูดยากนะ มันมีปัจจัยหลายอย่าง บางคนอยากทำงานที่สิ่งที่ตนเองจบมา แต่เมื่อทำงานโดนโยกย้ายไปทำงานในสายที่ตัวเอง ไม่ได้เรียนมา แล้วเลือกได้ไหมล่ะ   อย่างนี้เรียกเห็นแก่ตัวไหม บางคนจบมาในสายหนึ่ง  แต่ไปค้นคว้าเพิ่มเติม และชอบในสายอื่น ก็ทำงานในสิ่งที่ชอบไม่ฝืนใจตัวเอง อย่างนี้ล่ะ กรณีไหน บางคนจบพยาบาลมา แต่ทำงานบริษัท ในสายนั้นไม่เติบโต ก็ไขว่คว้า ไปอยู่หน่วยงานอื่น อย่างนี้ล่ะ และอีกหลายๆ สิ่ง

กรณี ใช้สิ่งเดียวตัดสินไม่ได้หรอก พูดจริงๆเลย ระบบการเรียนเราเปิดโอกาสให้เด็กรู้ว่าตัวเองชอบอะไร  ถนัดอะไรหรือเปล่า อย่างสมัยก่อน  เอ็นท์เข้าวิศวะ  ปีหนึ่งก็ยังเรียนรวมแล้วค่อยแยกสาขาปี 2 ยังมีเวลาหาข้อมูลว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร แต่เดี๋ยวนี้ต้องเลือกตั้งแต่เอ็นท์แล้ว   ทุกสาขาวิชาเลยเป็นแบบนี้ไปหมด แล้วการย้ายคณะ ย้ายสาขานั้นก็ทำได้สุดแสนยาก  เหมือนกับต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด  คนก็ไม่อยากย้าย เพราะเสียเวลาเอ็นท์ใหม่  เสียเวลาเรียนวิชาพื้นฐานปีหนึ่งใหม่อีก  เราเจอหลายคนแล้ว  (รวมทั้งเราด้วย)  ที่เรียนแล้ว อยากเปลี่ยนสาขา  แต่มันทำไม่ได้เพราะต้องเอนท์ใหม่  หรือ สังคมเปิดโอกาสให้คนมีความสามารถและคนที่มีความพยายามอยู่แล้ว  การทำงานไม่ตรงสายที่เรียน  ถ้ามองอีกมุมหนึ่งนั่นแปลว่าคนที่ไม่ได้จบสายตรงมามีโอกาสที่จะทำงานในสายอื่นได้ที่ตัวเองชอบจริงๆ (บางคนเรียนในคณะที่ตัวเองอาจไม่ได้ชอบจริงๆ ก็ได้)  มีคนเยอะแยะที่เรียนอย่างทำงานอีกอย่าง  แต่ก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้  ประเทศต้องการวิศวกร  แต่น้องที่ทำงานคนนั้นก็ไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆ  เค้าก็ทำงานด้านอื่นที่พัฒนาประเทศได้เหมือนกัน   คนที่เรียนจบแล้วไม่ทำอะไรเลยนั่นแหละที่น่าตำหนิกว่า

ซึ่งถือได้ว่า ไม่เกี่ยวและคนละเรื่องเลยครับในมุมมองของผม เพราะคนเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานตรงกับสายที่เรียนจบมาก็ได้ การเรียนเป็นเพียงแค่ส่วนนึงของชีวิต แต่การทำงานเกือบเป็นทั้งชีวิต ทุกคนต้องกินข้าว ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ  ดังนั้น งานไหนที่ทำเงินให้ตัวเองได้ เป็นงานที่ถูกกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรมก็สามารถทำได้อยู่แล้ว คิดง่ายๆ ถ้าผู้ใหญ่คนที่พูดประโยคนี้ ลงทุนลงแรงเรียนสายที่ตนเองจบมาแทบตาย แต่กลับพบว่า อาชีพค้าขายนั้นสร้างเงินให้กับตัวเองมากกว่า

วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

การตั้งใจทำงานและรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัดนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งถ้าหากคุณจริงจังและมุ่งมั่นจนเกินพอดี จนทำให้ความเครียดของมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานมากเกินไป อาจจะส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพร่างกาย ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมไปถึงความสามารถในการทำงานที่ลดน้อยลง  เพราะฉะนั้นคุณจะต้องหาเวลาและวิธีให้ตัวเองได้พักผ่อนสมอง ผ่อนคลายความเครียด ความเหนื่อยของจิตใจและร่างกาย รวมไปถึงดูแลสุขภาพจิตให้ดียิ่งขึ้นเพื่อที่จะทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีความสุข ไร้ความกดดัน และสามารถเตรียมพร้อมจิตใจให้รับมือกับเรื่องราวต่างๆได้อยู่เสมอ ว่าแล้วเราไปดูคำแนะนำดีๆกับวิธีคลายเครียดจากการทำงานกัน

 

  1. ปล่อยวางและยอมรับ

สิ่งแรกคือคุณจะต้องบอกตัวเองเสมอว่าเราไม่สามารถที่ควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เราต้องการ หลายๆครั้งที่เรารู้สึกกดดัน หงุดหงิด เครียดไปกับปัญหาและงาน ลองปล่อยวางในสิ่งเหล่านั้น และยอมรับความผิดพลาด ยอมรับเรื่องต่างๆ และนำมาแก้ไขจะช่วยทำให้เราผ่อนคลายความเครียดได้อย่างดี

 

  1. สร้างความเข้มแข็งให้กับจิตใจ

จิตใจที่เข้มแข็งจะสามารถช่วยให้คุณจัดการความเครียดได้ดียิ่งขึ้น สามารถทำให้เรารับมือกับปัญหาต่างๆได้อยู่เสมอ โดยคุณสามารถทำได้ง่ายๆโดยการเชื่อมั่นในตนเอง บอกตัวเองเสมอว่าเราจะต้องทำได้ พร้อมทั้งอย่าไปยึดติดกับปัญหาต่างๆ ทั้งอดีต ความเครียด ความกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จะช่วยทำให้มีกำลังใจที่จะก้าวผ่านอุปสรรคและปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี

 

วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

 

  1. หาเวลาให้ตัวเองได้พัก

หากช่วงเวลาไหนที่ความเครียดในการทำงานทำให้คุณกดดัน วิตกและเหนื่อยล้า ลองหาเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน อาจจะเป็นการไปผ่อนคลายหลังเลิกงาน ไปหาของทานอร่อยๆ ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนหรือใช้ช่วงเวลาดีๆกับครอบครัว รวมไปถึงหาเวลาพักร้อนไปเที่ยวต่างจังหวัดที่จะทำให้เราได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ บรรยากาศใหม่ๆที่นอกจากจะช่วยให้เราหายเครียดแล้วยังทำให้เรามีแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นดีๆในการใช้ชีวิตอีกด้วย

 

  1. ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ

การออกกำลังกายจนเหงื่อออกนั้นจะช่วยในการคลายเครียดได้เป็นอย่างดี นอกจากจะมีสุขภาพที่แข็งแรงทางกายและยังช่วยให้เข้มแข็งและสดใสมากยิ่งขึ้น ลองหาเวลาหลังเลิกงานหรือในวันหยุดไปเล่นกีฬา ไปออกกำลังกาย อาจจะเป็นการนัดกับกลุ่มเพื่อนเพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

 

ในยามที่เราต้องเผชิญปัญหาความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ ในการทำงาน นอกเหนือจากการผ่อนคลายด้วยวิธีเหล่านี้แล้วเราจะต้องมีสติ มีสมาธิและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด อย่ากดดันมากจนเกินไป บางครั้งการทำงานอาจจะไม่ได้ราบรื่นและมีความสุขอยู่เสมอ แต่ถ้าหากเราควบคุมจิตใจให้เข้มแข็งและเตรียมตัวรับมือกับสิ่งเหล่านี้ มองว่าเดี๋ยวมันผ่านมา ปัญหาก็จะ

วิธีหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

วิธีหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

เรียกได้ว่าเป็นปัญหายอดฮิตในที่ทำงานเลยทีเดียวสำหรับการมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ที่บางแห่งก็เล็กน้อย บางแห่งก็แตกหักจนถึงขั้นต้องลาออกหรือทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องราวใหญ่โต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินจะหลีกเลี่ยงแต่ในความเป็นจริงแล้วการที่จะหางานใหม่ก็ดูไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราจึงควรที่จะรู้จักหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพื่อที่จะรักษาตำแหน่งงาน รวมไปถึงรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานให้คงอยู่ต่อไป ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

 

  1. ตั้งใจทำงานของเราให้ดีที่สุด

ท่ามกลางสงครามเล็กๆที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ ตั้งใจทำงานของตนเองให้ดีที่สุด รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองให้บรรลุเป้าหมาย วางความเคร่งเครียดและปัญหาต่างๆเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นให้ลุยงานของตนเองเต็มที่ อย่างน้อยๆถ้าหากเรารักษาผลงานได้ดีสม่ำเสมอ ก็ทำให้เรามีความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ถ้าหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานและนำมากระทบกับงานด้วย ก็จะส่งผลร้ายแรงอย่างมากไปกันใหญ่ๆ อย่างน้อยๆก็เป็นการแสดงให้เพื่อนร่วมงานเห็นว่าคุณก็มีความตั้งใจในการทำงานอย่างแท้จริง

 

  1. นิ่ง เงียบดีที่สุด

ความนิ่งและเงียบเป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ในช่วงเวลาที่ปัญหาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การหยุดโต้ตอบหรือถกเถียงดูจะเป็นสิ่งที่ดีอย่างมาก คุณควรที่จะเงียบและหยุดการตอบโต้กับเพื่อนร่วมงาน เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ ควรเงียบและตั้งสติ พร้อมหันมารับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ในบางครั้งการที่เรายิ่งพูดจะยิ่งเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้ทะเลาะกันมากขึ้นไปอีก

 

วิธีหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

 

  1. พูดคุย ปรับความเข้าใจ

ควรพูดคุยกันอย่างสุภาพเพื่อปรับความเข้าใจ อย่างน้อยๆการเข้าหาและแสดงความจริงใจ ความอ่อนน้อมอาจจะทำให้คุณและเพื่อนร่วมงานเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น และต่างปรับตัวเข้าหากันมากยิ่งขึ้น

 

  1. ปรับปรุงตัว น้อมรับฟังความคิดเห็น

ปรับปรุงตัวในสิ่งที่เราผิดพลาด พร้อมน้อมรับความคิดเห็น เสียงติติงต่างๆในสิ่งที่เราทำไม่ถูก รวมไปถึงพัฒนาตนเองและแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นว่าเราใส่ใจและรับฟังความคิดเห็นของเขาอยู่เสมอ

 

นอกเหนือจากนี้อย่าลืมที่จะกล่าวขอบคุณและขอโทษ ซึ่งคือยากระชับมิตรชั้นดี เพราะในโลกของการทำงานที่บางครั้งอาจจะดูดุเดือดไปบ้าง ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ถ้าหากเราเป็นคนผิดหรืออายุน้อยกว่า การพูดว่าขอโทษจะเป็นการช่วยให้ปัญหาคลายตัวลงบ้าง รวมไปถึงการกล่าวขอบคุณอยู่เสมอ ทั้งนี้โปรดจำไว้เสมอว่าปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงแต่เราก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปล่อยวาง มีสติ ตั้งใจทำงานและการพูดคุยที่สุภาพและจริงใจ

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ในยุคสมัยที่โลกเต็มไปด้วยทางเลือกและอิสรเสรีทางด้านความคิด ส่งผลให้ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่หันมารับงานอิสระ หรือทำงานแบบ Freelanece กันเยอะ เป็นการให้โอกาสตัวเองให้ได้ทำงานอย่างเต็มที่และมีอิสระ ฉีกกฎจากการเป็นพนักงานออฟฟิศหรือมนุษย์เงินเดือน ส่งผลให้ในปัจจุบันนี้อาชีพ Freelance ได้รับความสนใจจากคนทำงานทั่วไปเป็นอย่างมาก จนหลายครั้งก็เลือกที่จะลาออกจากบริษัทเพื่อมารับงานฟรีแลนซ์อย่างเต็มรูปแบบ แต่สำหรับใครที่กำลังชั่งใจว่าควรจะทำงานรูปแบบนี้ดีไหม หรือตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำงานฟรีแลนซ์หรือออฟฟิศต่อไปดี เราไปทำความรู้จักข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance กัน

 

ข้อดีของการทำงาน Freelance

แน่นอนว่าการทำงานแบบฟรีแลนซ์นั้นข้อดีอย่างแรกเลยคือการมีอิสระ ที่คุณสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกช่วงเวลา ตามความต้องการ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปตอกบัตรหรือเร่งรีบเข้าทำงาน อยากจะตื่นเวลาไหนก็ได้ คุณสามารถที่จะเสนอไอเดียและรับงานได้ด้วยตนเอง ไม่มีการรับคำสั่งจากเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน ใช้มันสมองของตนเองทำงานได้อย่างเต็มที่ เป็นความท้าทายและได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังการทำงานฟรีแลนซ์ ยังสร้างรายได้ได้ดีกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน เนื่องจากเป็นการรับงานด้วยตนเองไม่ต้องผ่านใคร ทำให้คุณได้มีเวลาพักผ่อน สุขภาพจิตที่แจ่มใส และเต็มไปด้วยความสุขในการทำงานอย่างเต็มที่ ยิ่งถ้ารู้จักบริหารจัดการรายได้และการทำงานที่ดี ก็มีโอกาสเปิดกิจการเป็นของตนเองเลยทีเดียว

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ข้อเสียของการทำงาน Freelance

ถึงแม้ว่าข้อดีของการทำงาน Freelance จะดูแฮปปี้และสุขใจ แต่ต้องบอกเลยว่าความจริงแล้วไม่ได้ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง เพราะแน่นอนว่าการทำฟรีแลนซ์ก็คือความเสี่ยงในรูปแบบหนึ่ง อันดับแรกเลยก็คือ ความเสี่ยงเรื่องเงิน ที่ถ้าหากคุณไม่มีการวางแผนทีดี ก็อาจจะทำให้เงินดีๆของคุณกลายเป็นช็อตระหว่างเดือนได้เลย หรือบางครั้งก็อาจจะต้องเจอลูกค้าชิ่งงาน ไม่จ่ายเงิน หรือง่ายเงินช้า นอกจากนี้ยังต้องเตรียมตัวยอมรับความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ เพราะคุณไม่มีประกันสังคม อีกทั้งยังการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ไม่ค่อยได้พักผ่อนยังสามารถป่วยได้ง่ายๆ เสียทั้งเงินเสียทั้งสุขภาพ และที่สำคัญอย่างมากเลยก็คือ การบริหารงาน ที่คุณจะต้องเคร่งครัดและมีความรับผิดชอบ เพราะถ้าหากรับงานมาแล้วทำไม่ทันหรือติดปัญหา เสียเครดิตอีกทั้งยังเสี่ยงต่อการรับงานในอนาคตอีกด้วย

 

และนี่ก็เป็นข้อดีข้อเสียของการทำงานฟรีแลนซ์ ที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่างานรูปแบบไหนๆถ้าหากคุณมีระเบียบวินัย มีการวางแผนที่ดี ก็สามารถจัดการได้ทุกอย่างแน่นอน

บิทคอยน์คืออะไร

bitcoin

เรียกได้ว่ากำลังมาแรงอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับ บิทคอยน์ (Bitcoin) สกุลเงินดิจิตอลรูปแบบใหม่ ที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในทุกวงการ กลายเป็นจับตามองว่า บิทคอยน์จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินออนไลน์ของโลก ทั้งนี้ก็มีหลายคนที่เกิดข้อสงสัยว่าบิทคอยน์คืออะไร แล้วมีความเป็นมาอย่างไร มีความเสี่ยงในการลงทุนหรือไม้ พร้อมทั้งยังสามารถที่นำมาใช้ได้จริงหรือ ใครเป็นผู้คิดค้น เราจึงมีคำตอบที่จะมาไขข้อข้องใจและทำให้คุณรู้จักบิทคอยน์กันมากยิ่งขึ้น ไปดูกันเถอะว่าที่จริงแล้วบิทคอยน์คืออะไร

 

ทำความรู้จักบิทคอยน์

บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นสกุลเงินในรูปแบบดิจิตอล ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่างๆ โดยที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่สามารถที่จะจับต้องได้ ไม่มีรูปร่างเหมือนเงินหรือธนบัตร และเหรียญทั่วๆไป โดยบิทคอยน์ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากกลุ่มนักพัฒนาเล็กๆไปจนถึงบริษัททั่วโลก พร้อมทั้งถูกดำเนินการและควบคุมจากผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อที่จะทำการถอดสมการคณิตศาสตร์ หน่วยเงินตราของบิทคอยน์เป็น BTC เหมือนกับหน่วยเงินตราของสกุลเงินทั่วโลก ทั้งนี้บิทคอยน์ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร เพราะที่จริงแล้วบิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในปี พ.ศ.2552 รวมอายุกว่า 9 ปี แล้ว

bitcoin

บิทคอยน์เริ่มเข้ามาเป็นที่รู้จักและนิยมในประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้ โดยเฉพาะในปี 2560 ที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก โดยสิ่งที่ทำให้บิทคอยน์เป็นกระแสก็คือได้มีกลุ่มแฮกเกอร์เข้ามาปล่อยไวรัสเรียกค่าไถ่ หรือ Wannacry พร้อมทั้งได้เรียกเก็บเงินผู้ที่ติดไวรัสเป็นบิทคอยน์ สกุลเงินดิจิตอลนี้เอง ส่งผลให้ใครหลายๆคนอยากที่จะทำความรู้จักบิทคอยน์กันมากยิ่งขึ้น จนในปลายปี 2560 บิทคอยน์ได้มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆมากที่สุดในประวัติการณ์ ส่งผลให้ใครหลายคนคาดการณ์ว่าบิทคอยน์จะกลายเป็นสกุลเงินที่เข้ามาเปลี่ยนระบบการเงินของโลกนั่นเอง

 

บิทคอยน์ได้ชื่อว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์หรือสกุลเงินดิจิตอล  Cryptocurrency สกุลแรกที่สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการ นอกจากนี้ยังมีสกุลเงินดิจิตอลอีกมากมายที่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาและเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงิน Litecoin(LTC) , Ethereum (ETH) หรือ Ripple (XRP) เป็นต้น  แต่ทั้งนี้บิทคอยน์ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเนื่องสามารถที่จะนำไปมาซื้อสินค้าต่างๆในระบบออนไลน์เสมือนกับบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตได้เลย

 

บิทคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่มีความพิเศษเป็นอย่างมาก มันสามารถที่จะควบคุมได้แบบกระจาย โดยที่ไม่ธนาคารไทยหรือองค์กรไหนมาควบคุม คุณสามารถที่จะเลือกบิทคอยน์ได้ตามต้องการ อีกทั้งบิทคอยน์ยังง่ายต่อการติดตั้ง โอนรวดเร็วและมีความโปร่งใส ปลอดภัยแบบ 100% ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนควรทำความรู้จักและศึกษารายละเอียดให้ลึก เพราะไม่แน่ว่าในอนาคต บิทคอยน์อาจจะก้าวเข้ามามีผลต่อชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นก็ได้

การหาแรงบันดาลใจในการทำงาน

ต้องบอกเลยว่าในชีวิตการทำงานของทุกคนนั้นล้วนแต่จะต้องเคยประสบกับปัญหาต่างๆมากมาย พบกับความทุกข์ ความผิดหวัง หรือภาระหน้าที่ต่างๆที่เข้ามามากมายจนก่อให้เกิดความเครียด  ไม่อยากทำอะไร ไม่มีแรงสู้และไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน จากงานที่คิดว่าใช่และเคยสนุกก็กลายเป็นหมดไฟ ไร้ซึ่งความหวังต่างๆ สำหรับใครที่กำลังมีความรู้สึกแบบนี้ ก็อย่ากังวลใจไป เพราะไม่ใช่แค่เพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่เคยล้ม เคยพลาด หรือหมดกำลังใจ ยังมีคนทำงานอีกจำนวนมากที่ล้วนเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้ และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการและกำจัดปัญหานี้ไปได้ก็คือการหาแรงบันดาลใจในการทำงาน จะมีวิธีไหนบ้าง เราไปดูกัน

การหาแรงบันดาลใจในการทำงาน

  1. เป้าหมายในชีวิต

เพิ่มแรงบันดาลใจให้ตัวเองด้วยการกำหนดเป้าหมายและนึกถึงความฝันที่คุณจะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อที่จะนำมาเป็นแรงกระตุ้น ให้ตัวเราพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ในการทำงานอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายที่จะไปพักร้อน การซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อในสิ่งที่ตนเองต้องการหรืออยากที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันและทำให้คุณมีพลังมากยิ่งขึ้นแน่นอน

 

  1. ระบายกับใครสักคนหนึ่ง

ลองพูดคุยกับเพื่อน คนในครอบครัว คนรู้จักหรือแม้กระทั่งคนที่เราไม่รู้จัก ระบายในสิ่งที่เราอัดอั้น ทุกข์ใจหรือกำลังหดหู่อยู่ให้พวกเขาเหล่านั้นได้ฟัง ซึ่งนอกจากคุณจะรู้สึกโล่งใจแล้ว คำพูดปลอบโยนและคำแนะนำดีๆรวมไปประสบการณ์ที่พวกเขาเคยเจอ อาจจะจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอย่างน่าเชื่อเลยทีเดียว

 

  1. เพิ่มพลังจากการฟัง

ปัจจุบันนี้มีนักพูดสร้างแรงบันดาลใจมากมายที่จะพร้อมจะมองพลังด้านบวกให้คุณแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทานอินเทอร์เน็ต ช่อง Youyube หรือ Google ที่คุณจะได้เห็นมุมมองและประสบการณ์ที่ใครหลายคนเคยผ่านจุดที่แย่ที่สุด พร้อมลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง เชื่อเถอะว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณมีแรงบันดาลใจและพร้อมเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแน่นอน

การหาแรงบันดาลใจในการทำงาน

  1. ออกท่องเที่ยว เปิดโลกใหม่ๆ

อย่ามัวปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกเดิมๆ ออกไปท่องโลกกว้าง พักผ่อนให้เต็มที่กับสิ่งใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณได้พบเจอประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นและมีแรงกระตุ้นให้ตัวเองสดใสมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากจะออกไปค้นหาประสบการณ์แล้ว ก็ต้องอย่าลืมที่จะเชื่อมั่นในตนเอง ว่าเราทำได้และจะต้องผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้แน่นอน ถ้าหากใจคุณพร้อมสู้ คุณจะเห็นแรงบันดาลใจต่างๆที่มากมายรอคุณอยู่แน่นอน

  1.  

สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน

เรื่องอาหารการกินนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลและคัดสรรเป็นอย่างดี โดยจะต้องเลือกอาหารเด็กที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการและอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัย 6 เดือนจนถึง 3 ขวบที่จะเป็นช่วงที่ร่างกายปรับเปลี่ยนและพร้อมรับอาหารเด็กที่ดีเพื่อนำไปบำรุงและฟื้นฟูร่างกายให้มีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสมสำหรับช่วงวัย สำหรับการเริ่มต้นให้อาหารเสริมเด็กสำหรับลูกนั้นนอกจากอายุของลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและความพร้อมของร่างกายลูกเป็นหลัก อาจจะลองปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อการป้อนอาหารเด็กที่เหมาะสม

 สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน

เพื่อพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและสติปัญญาของลูกรักคุณพ่อคุณแม่ เราจึงมีเคล็ดลับดีๆกับสุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไปที่จะช่วยทำให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงและเป็นแนวทางให้คุณพ่อแม่เลือกอาหารเด็กที่เหมาะสมและมีประโยชน์มากที่สุดให้แก่ลูกรัก ไปดูกันเถอะว่าเด็กวัยเริ่มต้นนั้นควรได้รับอาหารเสริมเด็กชนิดไหนบ้าง

 

1.ธัญพืช

ธัญพีชเรียกได้ว่าเป็นอาหารเสริมเด็กที่สำคัญอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับนำมาเป็นอาหารมื้อเริ่มต้นของลูกน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวกล้องบด,ข้าวโอ๊ต หรือข้าวสวย ซึ่งเริ่มต้นควรเน้นเป็นการข้าวกล้องบดที่ไม่ผ่านการขัดสีจะดีกว่า ซึ่งการปรุงเมนูอาหารเด็กนั้นจะต้องต้มให้ละเอียด ในช่วงแรกให้ผสมกับน้ำซุปผักหรือผักและผลไม้เข้าด้วย ก่อนที่จะค่อยๆเพิ่มอาหารที่เหมาะสมตามลำดับช่วงอายุ

 

 

  1. โปรตีน

ในช่วงเริ่มต้นวัย 6 เดือนนั้นไม่ต้องเน้นโปรตีนมากนัก เนื่องจากลูกน้อยยังทานนมแม่อยู่ แต่สามารถที่จะเริ่มต้นให้ตั้งแต่ลูกคุ้นชินกับรสชาติและการทานอาหารแล้ว หลังจากนั้นก็ลองนำเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลามาต้มสุกและผสมรวมไปกับข้าวกล้องบดให้ละเอียด ทั้งนี้อย่าลืมที่จะสังเกตอาการแพ้อาหารและพฤติกรรมการกินของลูก เพื่อคุณแม่จะได้ปรับเปลี่ยนได้ทัน

สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน - 2

3.ผักและผลไม้

ผักและผลไม้ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกน้อยเป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้จะต้องต้มสุกและบดให้ละเอียด นุ่มลื่น ให้ลูกทานได้สะดวก สำหรับผักและผลไม้ในการนำมาเป็นอาหารเสริมเด็กคือ กล้วย ฟักทอง แครอท ตำลึง และมะม่วงสุก เป็นต้น

 

4.ไข่

ไข่เป็นอาหารเด็กที่เหมาะสำหรับทารกวัย 6 เดือนไปจนถึงเด็กที่อยู่ในช่วงการเจริญเติบโต อุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆในการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดี ควรเริ่มต้นจากการนำไข่แดงมาผสมข้าวกล้องบดละเอียดในช่วง 6 เดือนจนถึง 12 เดือน หลังจากนั้นค่อยเพิ่มไข่ขาวในเมนูอาหาร

 

และนี่ก็เป็นสุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัยเริ่มต้นทานอาหารที่สามารถรับประทานตั้งแต่ 6 เดือนจนไปถึงช่วงวัยเจริญเติบโต อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร รสชาติดี สามารถนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารเด็กได้หลากหลาย ดีต่อสุขภาพลูกรักของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง

 

สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน - 3

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ – QR Code payment

ปัจจุบันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมยุค 4.0 ที่จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและความรวดเร็วโดยมีอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์เข้ามาเชื่อมต่อ โดยทุกภาคส่วน องค์กร ร้านค้าต่างๆก็จะเริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเน้นเข้าสู่ระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมาซึ่ง “สังคมไร้เงินสด”

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ – QR Code payment 2

สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society คือสังคมที่ปราศจากการใช้จ่ายด้วยเงินสด ทุกอย่างจะดำเนินผ่านทางออนไลน์หมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ การบริจาค การชำระค่าบริการต่างๆ การจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆผ่านทาง  QR Code payment ในหน้าร้าน ธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งร้านขายปลีกทั่วไป  เรียกได้ว่าสามารถทำทุกอย่างเพียงกดคลิกผ่านทางสมาร์ทโฟนเท่านั้น และสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้และศึกษาไว้ก็คือ การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ หรือ ใช้ QR Code payment ที่จะนำมาซึ่งความสะดวกสบายผ่านทางออนไลน์นั่นเอง

 

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment คืออะไร?

QR Code payment คือการใช้ QR Code  เป็นสื่อกลางในการชำระเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือและแอพพลิเคชั่นทางมือถือ โดยผู้ให้บริการของคุณที่ใช้งานอยู่ โดย QR Code payment เป็นมาตรฐานที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างธนาคาร เครือข่ายบัตรระดับสากล และผู้ให้บริการชำระเงิน เพื่อที่จะพัฒนาและทำให้ QR Code payment กลายเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดของคนในสังคม

 

นอกจากการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ที่คนในปัจจุบันนี้นิยมกันแล้ว ร้านค้าต่างๆและธุรกิจห้างสรรพสินค้า ก็สามารถที่จะชำระเงินผ่านโทรศัพท์ได้เช่นเดียวกัน สามารถที่จะรองรับช่องทางในการชำระเงินได้หลากหลาย เช่น การจ่ายผ่านบัญชีธนาคาร บัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือบัญชี E-Wallet ต่างๆ เพียงแค่คุณกดเข้าที่แอพพลิเคชั่นในมือถือของตนเองและให้ทำการอ่าน QR Code จากนั้นก็สามารถชำระเงินได้ทันที

 

ประโยชน์ของการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment

1.QR Code payment มีมาตรฐานที่มีความเป็นสากลสูง ไม่ยุ่งยากในการจัดการต่างๆ สามารถที่ชำระเงินได้อย่างง่ายดายผ่านทางโทรศัพท์ โดยที่ไม่มีความซับซ้อนต่างๆ มีเพียงรูปแบบเดียวที่เป็นมาตรฐานหลัก

2.QR Code payment เป็นการเพิ่มช่องทางในการชำระเงินที่สะดวกสบาย ช่วยลดต้นทุนและจัดระบบรายรับรายจ่าย ระบบจัดการที่ดีในบัญชีของประชาชนและร้านค้าต่างๆ สามารถเห็นตัวเลขที่ชัดเจนได้มากกว่าการทำธุรกรรมหรือชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆด้วยเงินสด

 

3.QR Code payment เป็นการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ที่เน้นถึงเรื่องการความเป็นส่วนตัว โดยที่คุณไม่ต้องแจ้งเลขบัญชี แจ้งเลขบัตรเครดิตเหมือนการซื้อของออนไลน์หรือชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ เพียงแค่กดใช้ QR Code เท่านั้น

 

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ – QR Code payment

 

4.QR Code payment สามารถที่จะนำไปต่อยอดในการทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคตได้ง่าย โดยระบบจัดการบัญชีที่สามารถมองเห็นได้จากประวัติการชำระเงิน ก็จะทำให้ร้านค้าและธุรกิจต่างๆขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถที่จะยื่นขอสินเชื่อในการต่อยอดธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องใช้สินทรัพย์หรือดำเนินการต่างๆให้ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา

5.QR Code payment การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์เป็นการเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่สะดวกสบาย มีความปลอดภัยและมาตรฐานสูง ทันสมัย และรวดเร็ว

ร้านค้าและธุรกิจต่างๆที่รับชำระเงินผ่านทาง QR Code payment จะสามารถบริหารและจัดการด้านบัญชีได้ดีมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุนและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น เป็นการขยายฐานลูกค้าและตอบโจทย์คนยุคใหม่เป็นอย่างยิ่ง

 

 

ความปลอดภัยของการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  หรือ  QR Code payment นั้นปลอดภัยหรือเปล่า น่าเชื่อถือหรือไม่ ต้องบอกเลยว่าการชำระเงินผ่านทาง QR Code payment  นั้นจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงินได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลเรื่องทุจริต เพราะเจ้าของบัตรสามารถที่จะใช้โทรศัพท์มือถือในการอ่าน QR Code ด้วยตนเอง และทำการชำระเงินกับทางร้านโดยตรง และไม่ต้องใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรแก่ร้านค้าอีกด้วย อีกทั้งการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  หรือ  QR Code payment ยังเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนาและสนับสนุน พร้อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของผู้ให้บริการและธนาคารต่างๆ มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล

 

การเริ่มต้นใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  QR Code payment

สำหรับการเริ่มต้นใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือและระบบ QR Code payment นั้นคุณสามารถที่จะสอบถามข้อมูลและรายละเอียดกับทางผู้ให้บริการชำระเงินและธนาคารว่ามี Mobile Application หรือไม่ เพื่อที่จะทำการดาวน์โหลดมาใช้งาน และเมื่อทำการจัดตั้งบัญชีผ่านทางแอพพลิเคชั่นมือถือเรียบร้อยแล้ว  เมื่อคุณต้องการที่จะจ่ายเงินซื้อขายก็สามารถเปิดแอพพลิเคชั่นนั้นขึ้นมือแสกน ที่ QR code ของร้านค้า เลือกวิธีการจ่ายเงิน จำนวนเงิน และกดยืนยัน หลังจากนั้นก็จะมีข้อความแจ้งเตือนว่าตัดยอดเงินจากบัญชีและแจ้งเตือนกับทางร้านค้าว่าคุณชำระเงินแล้ว สำหรับค่าธรรมเนียมนั้นโดยส่วนใหญ่ จะไม่เสียค่าธรรมเนียมหรืออยู่ในระดับที่ถูกมาก ตามแต่ละธนาคาร

 

เรียกได้ว่า การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment เป็นการยกระดับความทันสมัยและความสะดวกรวดเร็วในการซื้อขายสินค้าและบริการพร้อมการชำระเงินต่างๆ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยประโยชน์มากมายต่อผู้ใช้บริการและร้านค้าต่างๆ คุณสามารถที่จะใช้จ่ายทุกอย่างผ่านทางโทรศัพท์ได้ง่ายๆ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าทั่วไป หรือแม้แต่ในตลาดนัด