วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

การตั้งใจทำงานและรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัดนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งถ้าหากคุณจริงจังและมุ่งมั่นจนเกินพอดี จนทำให้ความเครียดของมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานมากเกินไป อาจจะส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพร่างกาย ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมไปถึงความสามารถในการทำงานที่ลดน้อยลง  เพราะฉะนั้นคุณจะต้องหาเวลาและวิธีให้ตัวเองได้พักผ่อนสมอง ผ่อนคลายความเครียด ความเหนื่อยของจิตใจและร่างกาย รวมไปถึงดูแลสุขภาพจิตให้ดียิ่งขึ้นเพื่อที่จะทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีความสุข ไร้ความกดดัน และสามารถเตรียมพร้อมจิตใจให้รับมือกับเรื่องราวต่างๆได้อยู่เสมอ ว่าแล้วเราไปดูคำแนะนำดีๆกับวิธีคลายเครียดจากการทำงานกัน

 

  1. ปล่อยวางและยอมรับ

สิ่งแรกคือคุณจะต้องบอกตัวเองเสมอว่าเราไม่สามารถที่ควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เราต้องการ หลายๆครั้งที่เรารู้สึกกดดัน หงุดหงิด เครียดไปกับปัญหาและงาน ลองปล่อยวางในสิ่งเหล่านั้น และยอมรับความผิดพลาด ยอมรับเรื่องต่างๆ และนำมาแก้ไขจะช่วยทำให้เราผ่อนคลายความเครียดได้อย่างดี

 

  1. สร้างความเข้มแข็งให้กับจิตใจ

จิตใจที่เข้มแข็งจะสามารถช่วยให้คุณจัดการความเครียดได้ดียิ่งขึ้น สามารถทำให้เรารับมือกับปัญหาต่างๆได้อยู่เสมอ โดยคุณสามารถทำได้ง่ายๆโดยการเชื่อมั่นในตนเอง บอกตัวเองเสมอว่าเราจะต้องทำได้ พร้อมทั้งอย่าไปยึดติดกับปัญหาต่างๆ ทั้งอดีต ความเครียด ความกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จะช่วยทำให้มีกำลังใจที่จะก้าวผ่านอุปสรรคและปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี

 

วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

 

  1. หาเวลาให้ตัวเองได้พัก

หากช่วงเวลาไหนที่ความเครียดในการทำงานทำให้คุณกดดัน วิตกและเหนื่อยล้า ลองหาเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน อาจจะเป็นการไปผ่อนคลายหลังเลิกงาน ไปหาของทานอร่อยๆ ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนหรือใช้ช่วงเวลาดีๆกับครอบครัว รวมไปถึงหาเวลาพักร้อนไปเที่ยวต่างจังหวัดที่จะทำให้เราได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ บรรยากาศใหม่ๆที่นอกจากจะช่วยให้เราหายเครียดแล้วยังทำให้เรามีแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นดีๆในการใช้ชีวิตอีกด้วย

 

  1. ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ

การออกกำลังกายจนเหงื่อออกนั้นจะช่วยในการคลายเครียดได้เป็นอย่างดี นอกจากจะมีสุขภาพที่แข็งแรงทางกายและยังช่วยให้เข้มแข็งและสดใสมากยิ่งขึ้น ลองหาเวลาหลังเลิกงานหรือในวันหยุดไปเล่นกีฬา ไปออกกำลังกาย อาจจะเป็นการนัดกับกลุ่มเพื่อนเพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

 

ในยามที่เราต้องเผชิญปัญหาความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ ในการทำงาน นอกเหนือจากการผ่อนคลายด้วยวิธีเหล่านี้แล้วเราจะต้องมีสติ มีสมาธิและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด อย่ากดดันมากจนเกินไป บางครั้งการทำงานอาจจะไม่ได้ราบรื่นและมีความสุขอยู่เสมอ แต่ถ้าหากเราควบคุมจิตใจให้เข้มแข็งและเตรียมตัวรับมือกับสิ่งเหล่านี้ มองว่าเดี๋ยวมันผ่านมา ปัญหาก็จะ

วิธีหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

วิธีหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

เรียกได้ว่าเป็นปัญหายอดฮิตในที่ทำงานเลยทีเดียวสำหรับการมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ที่บางแห่งก็เล็กน้อย บางแห่งก็แตกหักจนถึงขั้นต้องลาออกหรือทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องราวใหญ่โต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินจะหลีกเลี่ยงแต่ในความเป็นจริงแล้วการที่จะหางานใหม่ก็ดูไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราจึงควรที่จะรู้จักหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพื่อที่จะรักษาตำแหน่งงาน รวมไปถึงรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานให้คงอยู่ต่อไป ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

 

  1. ตั้งใจทำงานของเราให้ดีที่สุด

ท่ามกลางสงครามเล็กๆที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ ตั้งใจทำงานของตนเองให้ดีที่สุด รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองให้บรรลุเป้าหมาย วางความเคร่งเครียดและปัญหาต่างๆเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นให้ลุยงานของตนเองเต็มที่ อย่างน้อยๆถ้าหากเรารักษาผลงานได้ดีสม่ำเสมอ ก็ทำให้เรามีความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ถ้าหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานและนำมากระทบกับงานด้วย ก็จะส่งผลร้ายแรงอย่างมากไปกันใหญ่ๆ อย่างน้อยๆก็เป็นการแสดงให้เพื่อนร่วมงานเห็นว่าคุณก็มีความตั้งใจในการทำงานอย่างแท้จริง

 

  1. นิ่ง เงียบดีที่สุด

ความนิ่งและเงียบเป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ในช่วงเวลาที่ปัญหาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การหยุดโต้ตอบหรือถกเถียงดูจะเป็นสิ่งที่ดีอย่างมาก คุณควรที่จะเงียบและหยุดการตอบโต้กับเพื่อนร่วมงาน เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ ควรเงียบและตั้งสติ พร้อมหันมารับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ในบางครั้งการที่เรายิ่งพูดจะยิ่งเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้ทะเลาะกันมากขึ้นไปอีก

 

วิธีหลีกเลี่ยงหากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

 

  1. พูดคุย ปรับความเข้าใจ

ควรพูดคุยกันอย่างสุภาพเพื่อปรับความเข้าใจ อย่างน้อยๆการเข้าหาและแสดงความจริงใจ ความอ่อนน้อมอาจจะทำให้คุณและเพื่อนร่วมงานเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น และต่างปรับตัวเข้าหากันมากยิ่งขึ้น

 

  1. ปรับปรุงตัว น้อมรับฟังความคิดเห็น

ปรับปรุงตัวในสิ่งที่เราผิดพลาด พร้อมน้อมรับความคิดเห็น เสียงติติงต่างๆในสิ่งที่เราทำไม่ถูก รวมไปถึงพัฒนาตนเองและแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นว่าเราใส่ใจและรับฟังความคิดเห็นของเขาอยู่เสมอ

 

นอกเหนือจากนี้อย่าลืมที่จะกล่าวขอบคุณและขอโทษ ซึ่งคือยากระชับมิตรชั้นดี เพราะในโลกของการทำงานที่บางครั้งอาจจะดูดุเดือดไปบ้าง ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ถ้าหากเราเป็นคนผิดหรืออายุน้อยกว่า การพูดว่าขอโทษจะเป็นการช่วยให้ปัญหาคลายตัวลงบ้าง รวมไปถึงการกล่าวขอบคุณอยู่เสมอ ทั้งนี้โปรดจำไว้เสมอว่าปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงแต่เราก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปล่อยวาง มีสติ ตั้งใจทำงานและการพูดคุยที่สุภาพและจริงใจ

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ในยุคสมัยที่โลกเต็มไปด้วยทางเลือกและอิสรเสรีทางด้านความคิด ส่งผลให้ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่หันมารับงานอิสระ หรือทำงานแบบ Freelanece กันเยอะ เป็นการให้โอกาสตัวเองให้ได้ทำงานอย่างเต็มที่และมีอิสระ ฉีกกฎจากการเป็นพนักงานออฟฟิศหรือมนุษย์เงินเดือน ส่งผลให้ในปัจจุบันนี้อาชีพ Freelance ได้รับความสนใจจากคนทำงานทั่วไปเป็นอย่างมาก จนหลายครั้งก็เลือกที่จะลาออกจากบริษัทเพื่อมารับงานฟรีแลนซ์อย่างเต็มรูปแบบ แต่สำหรับใครที่กำลังชั่งใจว่าควรจะทำงานรูปแบบนี้ดีไหม หรือตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำงานฟรีแลนซ์หรือออฟฟิศต่อไปดี เราไปทำความรู้จักข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance กัน

 

ข้อดีของการทำงาน Freelance

แน่นอนว่าการทำงานแบบฟรีแลนซ์นั้นข้อดีอย่างแรกเลยคือการมีอิสระ ที่คุณสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกช่วงเวลา ตามความต้องการ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปตอกบัตรหรือเร่งรีบเข้าทำงาน อยากจะตื่นเวลาไหนก็ได้ คุณสามารถที่จะเสนอไอเดียและรับงานได้ด้วยตนเอง ไม่มีการรับคำสั่งจากเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน ใช้มันสมองของตนเองทำงานได้อย่างเต็มที่ เป็นความท้าทายและได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังการทำงานฟรีแลนซ์ ยังสร้างรายได้ได้ดีกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน เนื่องจากเป็นการรับงานด้วยตนเองไม่ต้องผ่านใคร ทำให้คุณได้มีเวลาพักผ่อน สุขภาพจิตที่แจ่มใส และเต็มไปด้วยความสุขในการทำงานอย่างเต็มที่ ยิ่งถ้ารู้จักบริหารจัดการรายได้และการทำงานที่ดี ก็มีโอกาสเปิดกิจการเป็นของตนเองเลยทีเดียว

ข้อดีและข้อเสียของการทำงานแบบ Freelance

ข้อเสียของการทำงาน Freelance

ถึงแม้ว่าข้อดีของการทำงาน Freelance จะดูแฮปปี้และสุขใจ แต่ต้องบอกเลยว่าความจริงแล้วไม่ได้ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง เพราะแน่นอนว่าการทำฟรีแลนซ์ก็คือความเสี่ยงในรูปแบบหนึ่ง อันดับแรกเลยก็คือ ความเสี่ยงเรื่องเงิน ที่ถ้าหากคุณไม่มีการวางแผนทีดี ก็อาจจะทำให้เงินดีๆของคุณกลายเป็นช็อตระหว่างเดือนได้เลย หรือบางครั้งก็อาจจะต้องเจอลูกค้าชิ่งงาน ไม่จ่ายเงิน หรือง่ายเงินช้า นอกจากนี้ยังต้องเตรียมตัวยอมรับความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ เพราะคุณไม่มีประกันสังคม อีกทั้งยังการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ไม่ค่อยได้พักผ่อนยังสามารถป่วยได้ง่ายๆ เสียทั้งเงินเสียทั้งสุขภาพ และที่สำคัญอย่างมากเลยก็คือ การบริหารงาน ที่คุณจะต้องเคร่งครัดและมีความรับผิดชอบ เพราะถ้าหากรับงานมาแล้วทำไม่ทันหรือติดปัญหา เสียเครดิตอีกทั้งยังเสี่ยงต่อการรับงานในอนาคตอีกด้วย

 

และนี่ก็เป็นข้อดีข้อเสียของการทำงานฟรีแลนซ์ ที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่างานรูปแบบไหนๆถ้าหากคุณมีระเบียบวินัย มีการวางแผนที่ดี ก็สามารถจัดการได้ทุกอย่างแน่นอน

บิทคอยน์คืออะไร

bitcoin

เรียกได้ว่ากำลังมาแรงอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับ บิทคอยน์ (Bitcoin) สกุลเงินดิจิตอลรูปแบบใหม่ ที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในทุกวงการ กลายเป็นจับตามองว่า บิทคอยน์จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินออนไลน์ของโลก ทั้งนี้ก็มีหลายคนที่เกิดข้อสงสัยว่าบิทคอยน์คืออะไร แล้วมีความเป็นมาอย่างไร มีความเสี่ยงในการลงทุนหรือไม้ พร้อมทั้งยังสามารถที่นำมาใช้ได้จริงหรือ ใครเป็นผู้คิดค้น เราจึงมีคำตอบที่จะมาไขข้อข้องใจและทำให้คุณรู้จักบิทคอยน์กันมากยิ่งขึ้น ไปดูกันเถอะว่าที่จริงแล้วบิทคอยน์คืออะไร

 

ทำความรู้จักบิทคอยน์

บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นสกุลเงินในรูปแบบดิจิตอล ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่างๆ โดยที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่สามารถที่จะจับต้องได้ ไม่มีรูปร่างเหมือนเงินหรือธนบัตร และเหรียญทั่วๆไป โดยบิทคอยน์ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากกลุ่มนักพัฒนาเล็กๆไปจนถึงบริษัททั่วโลก พร้อมทั้งถูกดำเนินการและควบคุมจากผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อที่จะทำการถอดสมการคณิตศาสตร์ หน่วยเงินตราของบิทคอยน์เป็น BTC เหมือนกับหน่วยเงินตราของสกุลเงินทั่วโลก ทั้งนี้บิทคอยน์ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร เพราะที่จริงแล้วบิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในปี พ.ศ.2552 รวมอายุกว่า 9 ปี แล้ว

bitcoin

บิทคอยน์เริ่มเข้ามาเป็นที่รู้จักและนิยมในประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้ โดยเฉพาะในปี 2560 ที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก โดยสิ่งที่ทำให้บิทคอยน์เป็นกระแสก็คือได้มีกลุ่มแฮกเกอร์เข้ามาปล่อยไวรัสเรียกค่าไถ่ หรือ Wannacry พร้อมทั้งได้เรียกเก็บเงินผู้ที่ติดไวรัสเป็นบิทคอยน์ สกุลเงินดิจิตอลนี้เอง ส่งผลให้ใครหลายๆคนอยากที่จะทำความรู้จักบิทคอยน์กันมากยิ่งขึ้น จนในปลายปี 2560 บิทคอยน์ได้มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆมากที่สุดในประวัติการณ์ ส่งผลให้ใครหลายคนคาดการณ์ว่าบิทคอยน์จะกลายเป็นสกุลเงินที่เข้ามาเปลี่ยนระบบการเงินของโลกนั่นเอง

 

บิทคอยน์ได้ชื่อว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์หรือสกุลเงินดิจิตอล  Cryptocurrency สกุลแรกที่สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการ นอกจากนี้ยังมีสกุลเงินดิจิตอลอีกมากมายที่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาและเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงิน Litecoin(LTC) , Ethereum (ETH) หรือ Ripple (XRP) เป็นต้น  แต่ทั้งนี้บิทคอยน์ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเนื่องสามารถที่จะนำไปมาซื้อสินค้าต่างๆในระบบออนไลน์เสมือนกับบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตได้เลย

 

บิทคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่มีความพิเศษเป็นอย่างมาก มันสามารถที่จะควบคุมได้แบบกระจาย โดยที่ไม่ธนาคารไทยหรือองค์กรไหนมาควบคุม คุณสามารถที่จะเลือกบิทคอยน์ได้ตามต้องการ อีกทั้งบิทคอยน์ยังง่ายต่อการติดตั้ง โอนรวดเร็วและมีความโปร่งใส ปลอดภัยแบบ 100% ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนควรทำความรู้จักและศึกษารายละเอียดให้ลึก เพราะไม่แน่ว่าในอนาคต บิทคอยน์อาจจะก้าวเข้ามามีผลต่อชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นก็ได้

การหาแรงบันดาลใจในการทำงาน

ต้องบอกเลยว่าในชีวิตการทำงานของทุกคนนั้นล้วนแต่จะต้องเคยประสบกับปัญหาต่างๆมากมาย พบกับความทุกข์ ความผิดหวัง หรือภาระหน้าที่ต่างๆที่เข้ามามากมายจนก่อให้เกิดความเครียด  ไม่อยากทำอะไร ไม่มีแรงสู้และไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน จากงานที่คิดว่าใช่และเคยสนุกก็กลายเป็นหมดไฟ ไร้ซึ่งความหวังต่างๆ สำหรับใครที่กำลังมีความรู้สึกแบบนี้ ก็อย่ากังวลใจไป เพราะไม่ใช่แค่เพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่เคยล้ม เคยพลาด หรือหมดกำลังใจ ยังมีคนทำงานอีกจำนวนมากที่ล้วนเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้ และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการและกำจัดปัญหานี้ไปได้ก็คือการหาแรงบันดาลใจในการทำงาน จะมีวิธีไหนบ้าง เราไปดูกัน

การหาแรงบันดาลใจในการทำงาน

  1. เป้าหมายในชีวิต

เพิ่มแรงบันดาลใจให้ตัวเองด้วยการกำหนดเป้าหมายและนึกถึงความฝันที่คุณจะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อที่จะนำมาเป็นแรงกระตุ้น ให้ตัวเราพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ในการทำงานอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายที่จะไปพักร้อน การซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อในสิ่งที่ตนเองต้องการหรืออยากที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันและทำให้คุณมีพลังมากยิ่งขึ้นแน่นอน

 

  1. ระบายกับใครสักคนหนึ่ง

ลองพูดคุยกับเพื่อน คนในครอบครัว คนรู้จักหรือแม้กระทั่งคนที่เราไม่รู้จัก ระบายในสิ่งที่เราอัดอั้น ทุกข์ใจหรือกำลังหดหู่อยู่ให้พวกเขาเหล่านั้นได้ฟัง ซึ่งนอกจากคุณจะรู้สึกโล่งใจแล้ว คำพูดปลอบโยนและคำแนะนำดีๆรวมไปประสบการณ์ที่พวกเขาเคยเจอ อาจจะจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอย่างน่าเชื่อเลยทีเดียว

 

  1. เพิ่มพลังจากการฟัง

ปัจจุบันนี้มีนักพูดสร้างแรงบันดาลใจมากมายที่จะพร้อมจะมองพลังด้านบวกให้คุณแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทานอินเทอร์เน็ต ช่อง Youyube หรือ Google ที่คุณจะได้เห็นมุมมองและประสบการณ์ที่ใครหลายคนเคยผ่านจุดที่แย่ที่สุด พร้อมลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง เชื่อเถอะว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณมีแรงบันดาลใจและพร้อมเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแน่นอน

การหาแรงบันดาลใจในการทำงาน

  1. ออกท่องเที่ยว เปิดโลกใหม่ๆ

อย่ามัวปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกเดิมๆ ออกไปท่องโลกกว้าง พักผ่อนให้เต็มที่กับสิ่งใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณได้พบเจอประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นและมีแรงกระตุ้นให้ตัวเองสดใสมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากจะออกไปค้นหาประสบการณ์แล้ว ก็ต้องอย่าลืมที่จะเชื่อมั่นในตนเอง ว่าเราทำได้และจะต้องผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้แน่นอน ถ้าหากใจคุณพร้อมสู้ คุณจะเห็นแรงบันดาลใจต่างๆที่มากมายรอคุณอยู่แน่นอน

  1.  

สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน

เรื่องอาหารการกินนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลและคัดสรรเป็นอย่างดี โดยจะต้องเลือกอาหารเด็กที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการและอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัย 6 เดือนจนถึง 3 ขวบที่จะเป็นช่วงที่ร่างกายปรับเปลี่ยนและพร้อมรับอาหารเด็กที่ดีเพื่อนำไปบำรุงและฟื้นฟูร่างกายให้มีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสมสำหรับช่วงวัย สำหรับการเริ่มต้นให้อาหารเสริมเด็กสำหรับลูกนั้นนอกจากอายุของลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและความพร้อมของร่างกายลูกเป็นหลัก อาจจะลองปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อการป้อนอาหารเด็กที่เหมาะสม

 สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน

เพื่อพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและสติปัญญาของลูกรักคุณพ่อคุณแม่ เราจึงมีเคล็ดลับดีๆกับสุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไปที่จะช่วยทำให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงและเป็นแนวทางให้คุณพ่อแม่เลือกอาหารเด็กที่เหมาะสมและมีประโยชน์มากที่สุดให้แก่ลูกรัก ไปดูกันเถอะว่าเด็กวัยเริ่มต้นนั้นควรได้รับอาหารเสริมเด็กชนิดไหนบ้าง

 

1.ธัญพืช

ธัญพีชเรียกได้ว่าเป็นอาหารเสริมเด็กที่สำคัญอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับนำมาเป็นอาหารมื้อเริ่มต้นของลูกน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวกล้องบด,ข้าวโอ๊ต หรือข้าวสวย ซึ่งเริ่มต้นควรเน้นเป็นการข้าวกล้องบดที่ไม่ผ่านการขัดสีจะดีกว่า ซึ่งการปรุงเมนูอาหารเด็กนั้นจะต้องต้มให้ละเอียด ในช่วงแรกให้ผสมกับน้ำซุปผักหรือผักและผลไม้เข้าด้วย ก่อนที่จะค่อยๆเพิ่มอาหารที่เหมาะสมตามลำดับช่วงอายุ

 

 

  1. โปรตีน

ในช่วงเริ่มต้นวัย 6 เดือนนั้นไม่ต้องเน้นโปรตีนมากนัก เนื่องจากลูกน้อยยังทานนมแม่อยู่ แต่สามารถที่จะเริ่มต้นให้ตั้งแต่ลูกคุ้นชินกับรสชาติและการทานอาหารแล้ว หลังจากนั้นก็ลองนำเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลามาต้มสุกและผสมรวมไปกับข้าวกล้องบดให้ละเอียด ทั้งนี้อย่าลืมที่จะสังเกตอาการแพ้อาหารและพฤติกรรมการกินของลูก เพื่อคุณแม่จะได้ปรับเปลี่ยนได้ทัน

สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน - 2

3.ผักและผลไม้

ผักและผลไม้ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกน้อยเป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้จะต้องต้มสุกและบดให้ละเอียด นุ่มลื่น ให้ลูกทานได้สะดวก สำหรับผักและผลไม้ในการนำมาเป็นอาหารเสริมเด็กคือ กล้วย ฟักทอง แครอท ตำลึง และมะม่วงสุก เป็นต้น

 

4.ไข่

ไข่เป็นอาหารเด็กที่เหมาะสำหรับทารกวัย 6 เดือนไปจนถึงเด็กที่อยู่ในช่วงการเจริญเติบโต อุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆในการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดี ควรเริ่มต้นจากการนำไข่แดงมาผสมข้าวกล้องบดละเอียดในช่วง 6 เดือนจนถึง 12 เดือน หลังจากนั้นค่อยเพิ่มไข่ขาวในเมนูอาหาร

 

และนี่ก็เป็นสุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัยเริ่มต้นทานอาหารที่สามารถรับประทานตั้งแต่ 6 เดือนจนไปถึงช่วงวัยเจริญเติบโต อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร รสชาติดี สามารถนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารเด็กได้หลากหลาย ดีต่อสุขภาพลูกรักของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง

 

สุดยอดอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน - 3

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ – QR Code payment

ปัจจุบันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมยุค 4.0 ที่จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและความรวดเร็วโดยมีอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์เข้ามาเชื่อมต่อ โดยทุกภาคส่วน องค์กร ร้านค้าต่างๆก็จะเริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเน้นเข้าสู่ระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมาซึ่ง “สังคมไร้เงินสด”

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ – QR Code payment 2

สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society คือสังคมที่ปราศจากการใช้จ่ายด้วยเงินสด ทุกอย่างจะดำเนินผ่านทางออนไลน์หมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ การบริจาค การชำระค่าบริการต่างๆ การจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆผ่านทาง  QR Code payment ในหน้าร้าน ธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งร้านขายปลีกทั่วไป  เรียกได้ว่าสามารถทำทุกอย่างเพียงกดคลิกผ่านทางสมาร์ทโฟนเท่านั้น และสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้และศึกษาไว้ก็คือ การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ หรือ ใช้ QR Code payment ที่จะนำมาซึ่งความสะดวกสบายผ่านทางออนไลน์นั่นเอง

 

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment คืออะไร?

QR Code payment คือการใช้ QR Code  เป็นสื่อกลางในการชำระเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือและแอพพลิเคชั่นทางมือถือ โดยผู้ให้บริการของคุณที่ใช้งานอยู่ โดย QR Code payment เป็นมาตรฐานที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างธนาคาร เครือข่ายบัตรระดับสากล และผู้ให้บริการชำระเงิน เพื่อที่จะพัฒนาและทำให้ QR Code payment กลายเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดของคนในสังคม

 

นอกจากการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ที่คนในปัจจุบันนี้นิยมกันแล้ว ร้านค้าต่างๆและธุรกิจห้างสรรพสินค้า ก็สามารถที่จะชำระเงินผ่านโทรศัพท์ได้เช่นเดียวกัน สามารถที่จะรองรับช่องทางในการชำระเงินได้หลากหลาย เช่น การจ่ายผ่านบัญชีธนาคาร บัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือบัญชี E-Wallet ต่างๆ เพียงแค่คุณกดเข้าที่แอพพลิเคชั่นในมือถือของตนเองและให้ทำการอ่าน QR Code จากนั้นก็สามารถชำระเงินได้ทันที

 

ประโยชน์ของการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment

1.QR Code payment มีมาตรฐานที่มีความเป็นสากลสูง ไม่ยุ่งยากในการจัดการต่างๆ สามารถที่ชำระเงินได้อย่างง่ายดายผ่านทางโทรศัพท์ โดยที่ไม่มีความซับซ้อนต่างๆ มีเพียงรูปแบบเดียวที่เป็นมาตรฐานหลัก

2.QR Code payment เป็นการเพิ่มช่องทางในการชำระเงินที่สะดวกสบาย ช่วยลดต้นทุนและจัดระบบรายรับรายจ่าย ระบบจัดการที่ดีในบัญชีของประชาชนและร้านค้าต่างๆ สามารถเห็นตัวเลขที่ชัดเจนได้มากกว่าการทำธุรกรรมหรือชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆด้วยเงินสด

 

3.QR Code payment เป็นการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ที่เน้นถึงเรื่องการความเป็นส่วนตัว โดยที่คุณไม่ต้องแจ้งเลขบัญชี แจ้งเลขบัตรเครดิตเหมือนการซื้อของออนไลน์หรือชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ เพียงแค่กดใช้ QR Code เท่านั้น

 

การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์ – QR Code payment

 

4.QR Code payment สามารถที่จะนำไปต่อยอดในการทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคตได้ง่าย โดยระบบจัดการบัญชีที่สามารถมองเห็นได้จากประวัติการชำระเงิน ก็จะทำให้ร้านค้าและธุรกิจต่างๆขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถที่จะยื่นขอสินเชื่อในการต่อยอดธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องใช้สินทรัพย์หรือดำเนินการต่างๆให้ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา

5.QR Code payment การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์เป็นการเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่สะดวกสบาย มีความปลอดภัยและมาตรฐานสูง ทันสมัย และรวดเร็ว

ร้านค้าและธุรกิจต่างๆที่รับชำระเงินผ่านทาง QR Code payment จะสามารถบริหารและจัดการด้านบัญชีได้ดีมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุนและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น เป็นการขยายฐานลูกค้าและตอบโจทย์คนยุคใหม่เป็นอย่างยิ่ง

 

 

ความปลอดภัยของการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  หรือ  QR Code payment นั้นปลอดภัยหรือเปล่า น่าเชื่อถือหรือไม่ ต้องบอกเลยว่าการชำระเงินผ่านทาง QR Code payment  นั้นจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงินได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลเรื่องทุจริต เพราะเจ้าของบัตรสามารถที่จะใช้โทรศัพท์มือถือในการอ่าน QR Code ด้วยตนเอง และทำการชำระเงินกับทางร้านโดยตรง และไม่ต้องใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรแก่ร้านค้าอีกด้วย อีกทั้งการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  หรือ  QR Code payment ยังเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนาและสนับสนุน พร้อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของผู้ให้บริการและธนาคารต่างๆ มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล

 

การเริ่มต้นใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  QR Code payment

สำหรับการเริ่มต้นใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือและระบบ QR Code payment นั้นคุณสามารถที่จะสอบถามข้อมูลและรายละเอียดกับทางผู้ให้บริการชำระเงินและธนาคารว่ามี Mobile Application หรือไม่ เพื่อที่จะทำการดาวน์โหลดมาใช้งาน และเมื่อทำการจัดตั้งบัญชีผ่านทางแอพพลิเคชั่นมือถือเรียบร้อยแล้ว  เมื่อคุณต้องการที่จะจ่ายเงินซื้อขายก็สามารถเปิดแอพพลิเคชั่นนั้นขึ้นมือแสกน ที่ QR code ของร้านค้า เลือกวิธีการจ่ายเงิน จำนวนเงิน และกดยืนยัน หลังจากนั้นก็จะมีข้อความแจ้งเตือนว่าตัดยอดเงินจากบัญชีและแจ้งเตือนกับทางร้านค้าว่าคุณชำระเงินแล้ว สำหรับค่าธรรมเนียมนั้นโดยส่วนใหญ่ จะไม่เสียค่าธรรมเนียมหรืออยู่ในระดับที่ถูกมาก ตามแต่ละธนาคาร

 

เรียกได้ว่า การใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์  – QR Code payment เป็นการยกระดับความทันสมัยและความสะดวกรวดเร็วในการซื้อขายสินค้าและบริการพร้อมการชำระเงินต่างๆ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยประโยชน์มากมายต่อผู้ใช้บริการและร้านค้าต่างๆ คุณสามารถที่จะใช้จ่ายทุกอย่างผ่านทางโทรศัพท์ได้ง่ายๆ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าทั่วไป หรือแม้แต่ในตลาดนัด

การเข้าสังคมกับที่ทำงาน

เชื่อว่าทุกคนที่เปลี่ยนงานใหม่ จะต้องมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการทำงานเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องไปเจอรูปแบบการทำงานหรือสายงานแบบใหม่แล้ว ยังต้องเจอกับเจ้านายใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะดี หรือจะคุยกับเราหรือเปล่า จะสอนงานให้หรือไม่ จะสามารถทำงานด้วยกันได้ไหม ช่วงพักกลางวันจะทานข้าวกับใคร วัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง กลายเป็นความเครียดและกังวลมากจนอาจจะส่งผลกระทบกับงานจริงๆเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นคุณจะต้องรู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมกับที่ทำงาน เพื่อที่จะกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานให้ดีและเข้ากับสังคมใหม่ได้ดีกว่าเดิม

การเข้าสังคมกับที่ทำงาน

 

1.สุภาพและมีมารยาท

ความสุภาพและการมีมารยาท เป็นอาวุธสำคัญที่จะสร้างมิตรภาพที่ดีกับผู้อื่น ทุกคนล้วนชอบคนที่มีความสุภาพอ่อนโยน มีความนุ่มนวล คุณควรแสดงความสุภาพและมารยาทเพื่อที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงความจริงใจที่อยากจะมาทำงานที่ใหม่ และตอบกลับเรามาด้วยความสุภาพเช่นเดียวกัน ไม่ควรแสดงอาการโกรธเคือง หรือทำอะไรที่ไม่พอใจ ชักสีหน้า บ่นประชดประชันมากจนเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้เราถูกเพื่อนร่วมงานไม่ชอบหน้า แถมยังไม่อยากอยู่ใกล้อีกด้วย

 

2.มิตรภาพที่ดี

มิตรภาพสวยงามและสำคัญเสมอ  รวมไปถึงในช่วงที่คุณเริ่มทำงานใหม่ๆด้วยเช่นกัน สิ่งแรกที่คุณจะต้องตระหนักไว้เสมอก็คือการยื่นมิตรภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาม แม้เขาจะรับหรือไม่รับ จะเป็นมิตรหรือไม่ก็ตาม แต่การที่ผูกมิตรกับเขาไว้นั้นมีแต่ผลดี เพราะฉะนั้นวันแรกที่เขาไป ยกมือไหว้ ยิ้มทักทายทุกคนด้วยความสดใส พร้อมทั้งฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนร่วมงานใหม่ ที่สำคัญกว่านั้นคือรักษามิตรภาพนี้ให้คงอยู่ตลอดการทำงานของคุณ

 

3.รู้จักปรับตัว

เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม สุภาษิตไทยนี้ยังใช่ได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะไปที่แห่งไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นในช่วงแรกๆที่คุณเข้าไปทำงานจะต้องรู้จักปรับตัวและสังเกตในสิ่งที่เพื่อนร่วมงานปฏิบัติ เขาสื่อสารกันอย่างไร ทำงานกันอย่างไร มีกฎเกณฑ์อะไรบ้างในการทำงาน ยิ่งปรับตัวเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีเท่านั้น

 

 

4.มีความรับผิดชอบ

ในช่วงแรกที่เข้าทำงานใหม่นั้น บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกประหม่า เก้ๆกังๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ไม่แน่ใจเรื่องการทำงานและหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบ ให้คุณสอบถามจากหัวหน้าหรือคนสอนงานให้ชัดเจนว่าคุณมีหน้าที่อะไรบ้าง แบบไหนที่คุณจะต้องทำและต้องรับผิดชอบ เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นถึงความใส่ใจ ความตั้งใจ และความรับผิดชอบของเรา

 

การเข้าสังคมกับที่ทำงาน 2

 

5.เรียนรู้อยู่เสมอ

ถึงแม้ว่าคุณจะมีประสบการณ์ในการทำงานที่เก่าและที่ผ่านมาหลายปี แต่การเริ่มต้นทำงานในที่ใหม่นั้นก็คือการเริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้ง เพราะฉะนั้นให้คุณหมั่นเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน อะไรที่ไม่เข้าก็ควรพิจารณาและถามอย่างเหมาะสม ถ้าไม่มั่นใจก็ถามจากเพื่อนร่วมงานด้วยความสุภาพ แต่ทั้งนี้ก็ต้องหัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าถามไปทุกเรื่องจนกลายเป็นความน่ารำคาญหรือคนไม่อยากเข้าใกล้ได้

 

6.เข้าใจการสื่อสาร

การสื่อสารถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการทำงาน โดยเฉพาะการเริ่มต้นงานใหม่ที่เรายังไม่มีประสบการณ์ คุณควรสังเกตเพื่อนร่วมงานและเจ้านายว่าส่วนใหญ่สื่อสารหรือติดต่อกันทางไหน เช่น กลุ่มไลน์ อีเมล์ โทรศัพท์ หรือเดินมาปรึกษาพูดคุยกัน เพื่อที่จะทำให้เราปฏิบัติกับเขาได้ถูกต้อง อีกทั้งยังคุณจะต้องรู้จักสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา รู้จักจับใจความสำคัญในการพูดคุยต่างๆ และสื่อสารออกมาได้อย่างเหมาะสม เช่นในการประชุมหรือตอนที่มีคนสอนงาน คุณจะต้องจับใจความสำคัญรายละเอียดต่างๆไว้ ถ้าจำไม่ได้ให้จดบันทึก เมื่อถึงเวลาที่เราจะใช้ จะได้สามารถพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างเข้าใจ

 

7.ใส่ใจเรื่องงาน

ในช่วงเริ่มต้นและตลอดระยะเวลาในการทำงานนั้นคุณจะต้องมีความใส่ใจและติดตามการทำงานอยู่เสมอ คอยตรวจผลงานเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในการทำงานเป็นทีม การส่งงานต่อ  ลองสอบถามกับคนที่รับงานหรือคนที่ทำงานร่วมกับเรารวมไปถึงเจ้านายว่าผลงานเราเป็นอย่างไร มีอะไรต้องแก้ไขหรือผิดพลาดหรือเปล่า พร้อมน้อมรับคำติและการแนะนำจากเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ อย่าเพียงแค่ส่งงานไปโดยที่ไม่ได้สนใจหรือคิดอยากจะติดตามผลงาน ให้จำไว้เสมอว่าทุกผลงานนั้นไม่ได้จบที่เราคนเดียวจะต้องผ่านการตรวจทาน การตรวจสอบ รวมไปถึงทีมงานคนอื่นๆที่ทำร่วมกัน การใส่ใจเรื่องงานนั้นจะนำมาซึ่งการเข้ากับสังคมที่ทำงานได้เป็นอย่างดี

 

วัฒนธรรมในองค์กรหรือสังคมที่ทำงานนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยาก ในบางครั้งอาจจะใช้เวลาในการเริ่มต้นสักระยะ ค่อยๆปรับตัวไปทีละนิด ทำทุกอย่างออกมาด้วยความจริงใจ สุภาพและมีมารยาท พร้อมให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ ทำให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงความใส่ใจ ความช่างสังเกต ความรับผิดชอบ และคุณภาพในการทำงาน ที่จะนำมาซึ่งมิตรภาพและการสานสัมพันธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อคุณเข้ากับที่ทำงานได้แล้วจะต้องคอยทำทุกอย่างเหมือนเดิมและสม่ำเสมอ ทำงานอย่างไรก็ทำแบบเดิมและให้ดียิ่งขึ้น เคารพผู้อื่นและเป็นคนมีน้ำใจอย่างไร หรือมีข้อดีอะไรก็ให้คงสิ่งเหล่านี้ไว้เสมอ เพื่อที่จะทำให้คุณหมดกังวลเรื่องสังคมที่ทำงานอย่างถาวร

ทำความเข้าใจ อะไรคือ “ซุมบ้าแดนซ์”

ซุมบ้าแดนซ์

เมื่อพูดถึงการเต้นออกกำลังกาย หลายคนอาจจะนึกถึงการเต้นแอโรบิกทั้งจากในคลิปและตามสวนสาธารณะทั่วไป แต่คุณรู้ไหมคะว่ามีการเต้นอีกหนึ่งอย่างที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมในหมู่สาวๆ ทุกช่วงวัยที่รักสุขภาพ นั่นก็คือการเต้นสไตล์ละตินอย่าง “ซุมบ้าแดนซ์” หรือการเต้นซุมบ้า (Zumba) นั่นเองค่ะ ด้วยความสนุกสนานของเสียงเพลงที่เร้าใจและลีลาการเต้นที่หลากหลายไม่น่าเบื่อ ทำให้การเต้นซุมบ้าเป็นทางเลือกใหม่ของคนที่ชอบออกกำลังกายลดน้ำหนักด้วยการเต้น และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับการเต้นซุมบ้าแดนซ์กันค่ะ

การเต้นซุมบ้า (Zumba) คืออะไร?

การเต้นซุมบ้าหรือซุมบ้าแดนซ์เป็นการออกกำลังกายสไตล์ใหม่ที่ผสมผสานระหว่างแอโรบิกกับการเต้นแบบละตินอเมริกา นอกจากนี้ยังผสมผสานท่าการเต้นระบำหน้าท้องและฮิปฮอปเข้าไปด้วย เพื่อสร้างสรรค์การเต้นออกกำลังกายแบบใหม่ที่มีจังหวะเร้าใจ สนุกสนาน ทำให้ผู้เต้นไม่รู้สึกเบื่อ และที่สำคัญคือมีจังหวะที่ตื่นเต้นและเร็ว จึงช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินและช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี แม้แต่คนที่มีน้ำหนักมากก็สามารถสนุกกับการเต้นซุมบ้าได้ค่ะ นอกจากนี้ถึงคุณจะไม่เคยเต้นหรือมีพื้นฐานด้านการเต้นมาก่อนก็ยังสามารถเต้นตามได้ง่ายๆ เพราะท่าของซุมบ้าแดนซ์นั้นไม่ยากสำหรับมือใหม่

ซุมบ้าแดนซ์ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีแค่ไหน?

การเต้นที่ทั้งเร็วและสนุกสนานนี้ช่วยช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้สูงถึง 300-1000 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักหรือดัชนีมวลกายของแต่ละคน ความเข้มข้นและความต่อเนื่องของท่าเต้น เพราะอัตราการเผาผลาญแคลอรี่นั้นไม่คงที่ แต่โดยรวมแล้วจะอยู่ในระดับที่เราได้บอกไปซึ่งถือว่าการเต้นซุมบ้าเป็นทางเลือกในการออกกำลังกายที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากเลยทีเดียวค่ะ ทำให้หลายคนที่อยากลดน้ำหนักหรืออยากหุ่นดีเลือกที่จะเต้นซุมบ้าเพื่อการเบิร์นไขมันและสร้างหุ่นที่สวยเซ็กซี่แบบสาวละติน

ข้อควรระวังในการเต้นซุมบ้าแดนซ์

สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากแต่อยากสนุกไปกับซุมบ้าแดนซ์ก็สามารถเต้นได้แบบไม่มีปัญหาค่ะ เพียงแค่ต้องหลีกเลี่ยงท่าที่มีการกระโดดด้วยการดัดแปลงเป็นท่าเบาๆ ที่ไม่ต้องสร้างแรงกระแทกมากๆ ให้กับเข่า นอกจากนี้ใครที่มีปัญหากล้ามเนื้อบาดเจ็บ ปวดหลัง เอว หรือปวดข้อเท้า ควรหลีกเลี่ยงการเต้นซุมบ้าแดนซ์ไปก่อนนะคะ จากนั้นเมื่อร่างกายพร้อมเต็มที่แล้วคุณก็สามารถเข้ามาสนุกกับการเต้นได้ตามปกติ อ้อ! และที่สำคัญอย่าลืมเลือกรองเท้าที่ช่วยซัพพอร์ทการเต้นและการกระโดดด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อเข่าและข้อเท้าของเรานั่นเองค่ะ

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งก็คือการเต้นซุมบ้าเป็นการเต้นที่มีจังหวะสนุกสนานและรวดเร็ว เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่ชินกับการเต้นเร็วๆ และต่อเนื่องต้องค่อยๆ ปรับตัวไปทีละนิด ไม่จำเป็นต้องโหมเต้นตามให้ทันในครั้งแรกนะคะเพราะอาจทำให้คุณเกิดอาการหน้ามืดหรือวิงเวียนศีรษะได้ นอกจากนี้หากเกิดอาการตาลายและล้มขึ้นมาก็อาจทำให้ตัวเองและคนรอบข้างบาดเจ็บได้ค่ะ

การเต้นซุมบ้าแดนซ์เป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนาน ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีและยังทำให้ผู้เต้นมีรูปร่างสวยงาม สมส่วน เพราะเหตุนี้คลาสออกกำลังกายหลายๆ คลาสในประเทศไทยจึงได้เริ่มนำเอาซุมบ้าแดนซ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งให้คนรักสุขภาพโดยเฉพาะสาวๆ ได้เข้ามาเต้นและสนุกไปกับการออกลีลาแบบละติน หากคุณคืออีกคนที่รักการออกกำลังกายแบบสนุกๆ มีจังหวะเพลงมันส์ล่ะก็ ซุมบ้าแดนซ์คือคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่แน่นอนค่ะ

ความสำคัญของเงินออนไลน์ หรือ Cryptocurrency กับโลกในอนาคต

เงินออนไลน์

สำหรับโลกดิจิตอลที่นับวันจะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นจนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตและธุรกิจการให้บริการจนเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากทีเดียว และจากความนิยมในการใช้ชีวิตที่เริ่มมีความใกล้ชิดและผูกพันกับเทคโนโลยีที่มากขึ้นนี่เอง จึงส่งผลให้โลกธุรกิจได้เริ่มมีการสร้างแนวทางในการดำเนินธุรกรรมเป็นของตนเอง โดยค่าเงินที่ใช้ในการจับจ่ายซื้อสินค้าทางออนไลน์เหล่านี้จะเรียกกันว่าเงินออนไลน์ หรือ Cryptocurrency นั่นเอง

 

ส่วนจุดเริ่มต้นของเงินออนไลน์ หรือ Crypto Currency นั้นเกิดจากความต้องการที่จะให้มีเงินออนไลน์ไว้สำหรับใช้แลกเปลี่ยนในโลกดิจิตอล ส่วนค่าของสกุลเงินออนไลน์ที่รู้จักกันดีและนิยมใช้กันมากในปัจจุบันนั้นจะมีอยู่หลายสกุลเงินและมีให้เลือกมากกว่า1,320 สกุลเงิน และยังมีตลาดซื้อขายเหรียญดิจิตอลที่มากกว่าทั่วโลกมากกว่า 6,881 เว็บเทรด นอกจากนี้ เงินในรูปแบบออนไลน์นี้ยังไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารกลางหรือประเทศใดประเทศหนึ่งอีกกด้วย

 

สำหรับโลกแห่งเทคโนโลยีที่กำลังเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งอย่างเช่นในปัจจุบัน เงินออนไลน์หรือเงิน Crypto Currency ก็ได้พัฒนารูปแบบการใช้งานจนเป็นสกุลเงินที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้จริงไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้เพื่อจองโรงแรมที่พักอาศัย จองเครื่องบินหรือรถสาธารณะเพื่อเดินทาง จ่ายค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร ซื้ออุปกรณ์อิเลกทรอนิคส์ ใช้ซื้อของขวัญ หรือซื้อเครื่องประดับ รวมถึงยังมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทางด้านการทำธุรกรรมการเงินในโลกอนาคตอย่างแน่นอน

 

และถึงแม้ว่า Cryptocurrency จะเป็นเงินออนไลน์ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของระบบการจัดเก็บและกระจายเงินที่ยังไม่ได้รับการรองรับให้เป็นไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ และอาจจะต้องใช้เวลาในการนานในการเรียนรู้เกี่ยวกับค่าสกุลเงินและการใช้งานค่าสกุลเงิน แต่หากผู้ใช้งานมีความเข้าใจในธรรมชาติของเงินออนไลน์ควบคู่กับมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Blockchain อย่างถ่องแท้ ก็จะสามารถนำเงินออนไลน์หรือ Cryptocurrency ได้อย่างถูกต้องและสามารถตุนเก็บเงินจำนวนนี้ไว้จับจ่ายใช้สอยซื้อขายบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเชื่อได้เลยในโลกอนาคตอันใกล้นี้ Cryptocurrency จะกลายมาเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายแน่นอน